จังหวัดลพบุรีเตือนประชาชนและเกษตรกร หลังยังพบการเผาในพื้นที่เกษตรต่อเนื่อง ชี้การเผาในที่โล่งเข้าข่ายผิดกฎหมายหลายฉบับ ทั้งกฎหมายสิ่งแวดล้อม คำสั่งจังหวัด และอาญา หากก่อให้เกิดความเสียหาย เสี่ยงทั้งปรับและจำคุก
จากสถานการณ์การเผาในพื้นที่เกษตรของจังหวัดลพบุรีที่ยังพบอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหลังฤดูเก็บเกี่ยว หน่วยงานภาครัฐได้ออกมาเตือนอย่างเข้มงวดว่า “การเผาในที่โล่งแจ้ง” ไม่ใช่เพียงพฤติกรรมที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายหลายฉบับ
ในเบื้องต้น การเผาที่ก่อให้เกิดหมอกควันและฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 อาจเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีบทลงโทษปรับตามระดับความเสียหายที่เกิดขึ้น
นอกจากนี้ ในช่วงที่จังหวัดประกาศ “ห้ามเผาในที่โล่ง” หากฝ่าฝืนคำสั่งดังกล่าว อาจมีโทษปรับไม่เกิน 25,000 บาท และในบางกรณี หากไฟลุกลามจนสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือเป็นอันตรายต่อชีวิตผู้อื่น อาจเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายอาญาฐานวางเพลิง ซึ่งมีโทษรุนแรงถึงขั้นจำคุก
ขณะเดียวกัน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในบางพื้นที่ยังมีข้อบัญญัติควบคุมเพิ่มเติม ทำให้ผู้กระทำผิดอาจถูกลงโทษซ้ำซ้อนในหลายมิติ
ประเด็นสำคัญคือ แม้จะไม่สามารถระบุผู้เผาได้ทันที แต่หากตรวจสอบพบว่าเป็นพื้นที่ของผู้ใด เจ้าของที่ดินอาจต้องมีส่วนรับผิดชอบ โดยปัจจุบันมีการใช้เทคโนโลยีดาวเทียมตรวจจับจุดความร้อน (Hotspot) ซึ่งสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้อย่างแม่นยำ
อย่างไรก็ตาม ปัญหาการเผายังคงเกิดขึ้น เนื่องจากเกษตรกรบางส่วนมองว่าเป็นวิธีที่รวดเร็วและประหยัดต้นทุน เมื่อเทียบกับการไถกลบหรือจัดการเศษวัสดุทางการเกษตรด้วยวิธีอื่น
หน่วยงานภาครัฐจึงเร่งรณรงค์ให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนวิธีการ เช่น การไถกลบตอซัง การทำปุ๋ยอินทรีย์ หรือการใช้เครื่องจักรย่อยฟาง เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในระยะยาว
ลพบุรีเป็นพื้นที่เกษตรกรรมขนาดใหญ่ โดยเฉพาะนาข้าว ทำให้การเผาตอซังหลังเก็บเกี่ยวเป็นปัญหาซ้ำซากในทุกปี และเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของฝุ่น PM2.5 ที่กระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่
