ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีข่าวการ “ยกเลิกสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ (ฌปน.)” หลายแห่งทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง บางแห่งปิดกิจการแบบกะทันหัน บางแห่งถูกนายทะเบียนสั่งเลิก ทิ้งคำถามสำคัญไว้กับสมาชิกนับหมื่นคนว่า เงินที่ส่งสะสมมาหลายปีจะได้คืนหรือไม่
สิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เพียงปัญหาทางบัญชี แต่คือ “วิกฤตความเชื่อมั่น” ของระบบฌาปนกิจที่คนจำนวนไม่น้อยเข้าใจว่าเป็นรูปแบบการออมเงินเพื่ออนาคต
เงินออม…ที่แท้จริงคือเงินสงเคราะห์
ฌาปนกิจสงเคราะห์ ไม่ใช่กองทุนออมเงินแบบธนาคาร แต่เป็นระบบช่วยเหลือกันเมื่อสมาชิกเสียชีวิต สมาชิกแต่ละคนจะร่วมกันสมทบเงิน เพื่อจ่ายให้ทายาทของผู้เสียชีวิตในแต่ละครั้ง
ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อจำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น แต่สมาชิกบางส่วน “ขาดส่งเงิน” ทำให้เงินกองทุนไม่พอจ่าย เกิดการค้างจ่ายสะสมเป็นวงเงินมหาศาล บางพื้นที่มีมูลค่าค้างจ่ายรวมกว่า 1.4 พันล้านบาท จนกองทุนเข้าสู่ภาวะขาดสภาพคล่องอย่างหนัก
เมื่อเงินไม่พอจ่าย กองทุนก็ไม่สามารถดำเนินการต่อได้ และสุดท้ายต้องปิดกิจการ
5 ปัจจัยหลักที่ทำให้หลายสมาคมต้องยุติกิจการ
1. ขาดสภาพคล่องรุนแรง
มีการค้างจ่ายเงินสงเคราะห์ให้ทายาทสมาชิกจำนวนมาก ทำให้ระบบหมุนเวียนล้มเหลว
2. สมาชิกขาดส่งเงินต่อเนื่อง
ระบบฌาปนกิจพึ่งพาการสมทบจากสมาชิกเป็นหลัก หากสมาชิกไม่ส่งเงินตามกำหนด เงินกองกลางก็ไม่เพียงพอ
3. ความเข้าใจคลาดเคลื่อน
สมาชิกจำนวนมากเข้าใจว่าเป็น “เงินออม” ที่จะได้รับคืนในอนาคต แต่ความจริงคือเป็นระบบช่วยเหลือเมื่อเสียชีวิต หากกองทุนล่ม สมาชิกอาจไม่ได้รับเงินคืน
4. ถูกสั่งเลิกโดยนายทะเบียน
บางแห่งถูกสั่งเลิกกิจการเนื่องจากดำเนินการไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือไม่สามารถจัดการภารกิจตามข้อบังคับได้
5. ปัญหาการบริหารจัดการ
มีบางกรณีพบปัญหาการบริหารงานไม่โปร่งใส หรือการใช้เงินไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์
เมื่อกองทุนล่ม สมาชิกควรทำอย่างไร?
ผู้ที่ได้รับผลกระทบไม่ควรนิ่งเฉย ควรรวมกลุ่มสมาชิกเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง และติดต่อหน่วยงานรัฐในพื้นที่ เช่น
- สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด (พมจ.)
- ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด
เพื่อขอคำแนะนำด้านกฎหมาย และแนวทางดำเนินการต่อไป
บทเรียนสำคัญ: โปร่งใส และเข้าใจระบบก่อนตัดสินใจ
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนว่า ระบบที่พึ่งพาการสมทบกันเอง ต้องอาศัยวินัยของสมาชิกและความโปร่งใสในการบริหาร หากขาดหนึ่งในสองปัจจัยนี้ ระบบทั้งระบบอาจล้มได้ทันที
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “เงินหายไปไหน”
แต่คือ “ระบบกำกับดูแลและความรู้ของสมาชิกเพียงพอหรือไม่”
ในวันที่ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจยังคงกดดันประชาชน การตัดสินใจเข้าร่วมกองทุนใดก็ตาม ควรตรวจสอบข้อมูลอย่างรอบด้าน เข้าใจเงื่อนไขอย่างชัดเจน และติดตามสถานะการเงินขององค์กรอย่างสม่ำเสมอ
เพราะเมื่อถึงวันที่เกิดวิกฤต ความเสียหายอาจไม่ใช่แค่ตัวเลขในบัญชี แต่คือความหวังของครอบครัวหนึ่งทั้งครอบครัว
