ค่ำคืนวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ลานเวทีกลาง พระนารายณ์ราชนิเวศน์ อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี บรรยากาศในงานแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ครั้งที่ 38 ประจำปี 2569 คึกคักเป็นพิเศษ เมื่อ วิทยาลัยนาฏศิลปลพบุรี สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กระทรวงวัฒนธรรม จัดการแสดง “หมากรุกคน” ศิลปะการแสดงพื้นบ้านที่หาชมได้ยาก ถ่ายทอดความงดงามของภูมิปัญญาไทยสู่สายตาประชาชนและนักท่องเที่ยว
การแสดงครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก นายวีรพงศ์ ฤทธิ์รอด ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี และ ดร.นันทวัน สังขะวร ผู้อำนวยการวิทยาลัยนาฏศิลปลพบุรี ร่วมเดินหมากเปิดกระดานอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางเสียงปรบมือจากผู้ชมจำนวนมาก โดยมี อ.วีระศักดิ์ บุญเสริม และ อ.ทองธวัช ศรีทอง อาจารย์ภาควิชาดุริยางศิลป์ ทำหน้าที่บรรยายและสร้างอรรถรสตลอดการแสดง
“หมากรุกคน” ในค่ำคืนนี้ ไม่ใช่เพียงเกมวางแผนบนกระดานไม้ หากแต่เป็นการเนรมิตกระดานหมากรุกขนาดยักษ์ ใช้ผู้แสดงจริงแต่งกายชุดไทยตามตัวหมากต่าง ๆ อาทิ ขุน เม็ด โคน ม้า เรือ และเบี้ย ถ่ายทอดผ่านท่วงท่ารำที่อ่อนช้อยแต่แฝงด้วยความแข็งแกร่ง ตามแบบนาฏศิลป์ไทย ผสานเสียงดนตรีปี่พาทย์บรรเลงสดอย่างทรงพลัง
ทุกการ “เดินหมาก” ผู้แสดงจะเคลื่อนไหวตามจังหวะดนตรี โดยมีผู้เล่นคอยกำกับข้างกระดาน เมื่อเกิดจังหวะ “กินหมาก” จะปรากฏฉากร่ายรำเชิงต่อสู้ด้วยศิลปะอาวุธไทยโบราณ ทั้งกระบี่กระบองและแม่ไม้มวยไทย สร้างความตื่นตาตื่นใจและเสียงฮือฮาจากผู้ชม
เครื่องแต่งกายของนักแสดงได้รับการออกแบบพิเศษโดยวิทยาลัยนาฏศิลปลพบุรี สะท้อนเอกลักษณ์ไทยอย่างวิจิตร ผสานศิลปะการแสดง การดนตรี และภูมิปัญญาการเล่นหมากรุกไทยเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว
หมากรุกคน ถือเป็นการแสดงที่นิยมจัดในเทศกาลสำคัญ เช่น งานสงกรานต์ งานปีใหม่พระประแดง รวมถึงงานแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งลพบุรีได้สืบสานมาอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันการแสดงรูปแบบนี้หาชมได้ยาก เนื่องจากต้องใช้ทั้งนักแสดงจำนวนมาก ความพร้อมด้านดนตรี และทักษะศิลปะการต่อสู้แบบไทย
สำหรับผู้ชมที่มีพื้นฐานการเล่นหมากรุกไทย จะยิ่งเข้าใจกลยุทธ์การเดินหมากและอรรถรสของการแสดงมากขึ้น แต่แม้ไม่รู้กติกา ก็สามารถซึมซับความงดงามของศิลปะไทยที่ผสมผสานกีฬา การละคร และการต่อสู้อย่างมีชีวิตชีวา
การแสดง “หมากรุกคน” ในค่ำคืนนี้ จึงไม่เพียงสร้างความบันเทิง หากยังเป็นเวทีสำคัญในการถ่ายทอดอัตลักษณ์ไทย และปลุกชีวิตศิลปะการแสดงโบราณให้กลับมางดงามอีกครั้ง ท่ามกลางฉากหลังของพระราชวังเก่าแก่กว่า 300 ปี ในยุคทองของแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
