ลพบุรีเช็ก SWOC เตรียมเครื่องสูบ–กำลังคน รับฝนสะสมและน้ำหลาก พร้อมเร่งระบบเตือนภัย

จังหวัดลพบุรีร่วมกับสำนักงานชลประทานที่ 10 ติดตามสถานการณ์น้ำและเตรียมแผนรับมือฝนสะสม–น้ำหลาก ผ่านศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ หรือ SWOC พร้อมเตรียมเครื่องจักร เครื่องสูบน้ำ และเจ้าหน้าที่ประจำจุดเสี่ยง ขณะที่เป้าหมายอีกด้านคือพัฒนาระบบเตือนภัยให้รวดเร็วและแม่นยำขึ้น แต่ข้อมูลจากการประชุมครั้งนี้ยังไม่ได้ระบุว่าพื้นที่ใดของลพบุรีถูกจัดเป็น “จุดเสี่ยง” และประชาชนจะได้รับแจ้งเตือนผ่านช่องทางใดเป็นหลัก
วันที่ 27 สิงหาคม 2569 เวลา 10.30 น. นายวีรพงศ์ ฤทธิ์รอด ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี ลงพื้นที่ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ หรือ SWOC ชั้น 2 สำนักงานชลประทานที่ 10 เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำและเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดลพบุรี
มีนายองอาจ แสนอุบล ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 10 นายนรินทร์ นิ่มวิญญา ผู้อำนวยการโครงการชลประทานลพบุรี พร้อมหัวหน้าส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม
การประชุมเน้นติดตามทั้งสถานการณ์น้ำปัจจุบันและการเตรียมรับสถานการณ์ในระยะต่อไป โดยจังหวัดให้ความสำคัญกับ ปริมาณฝนสะสมที่อาจส่งผลกระทบต่อพื้นที่ และการเตรียมความพร้อมของหน่วยงานก่อนเกิดเหตุ
สำนักงานชลประทานที่ 10 รายงานแผนเตรียมรับสถานการณ์ ทั้งการบริหารการระบายน้ำ การเตรียมเครื่องจักรและเครื่องสูบน้ำ รวมถึงกำลังเจ้าหน้าที่ให้พร้อมเข้าประจำจุดเสี่ยง เพื่อให้สามารถเข้าช่วยเหลือและลดผลกระทบต่อประชาชนได้รวดเร็วขึ้น
SWOC คืออะไร และช่วยเรื่องน้ำอย่างไร?
SWOC หรือ ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ เป็นระบบที่ใช้ข้อมูลด้านน้ำและสภาพอากาศมาประกอบการติดตาม วิเคราะห์ และวางแผนบริหารจัดการน้ำ
ข้อมูลที่ใช้ติดตามมีตั้งแต่สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำ ระดับและปริมาณน้ำในลำน้ำ ข้อมูลฝน ไปจนถึงการพยากรณ์แนวโน้มสถานการณ์ เพื่อช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถตัดสินใจเรื่องการระบายน้ำหรือเตรียมรับสถานการณ์ได้เร็วขึ้น
สำหรับจังหวัดลพบุรี การประชุมครั้งนี้ยังมุ่งนำระบบ SWOC มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพ การแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า ในกรณีที่สถานการณ์น้ำเปลี่ยนแปลงหรือเข้าสู่ภาวะฉุกเฉิน
เตรียมทั้ง “น้ำมาก” และ “น้ำน้อย”
นายองอาจ แสนอุบล ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 10 ระบุว่า หน่วยงานดำเนินงานตาม 9 มาตรการรับมือฤดูฝน ปี 2569 ควบคู่กับการบริหารจัดการน้ำทั้งในมิติของอุทกภัยและการสำรองน้ำ
แนวทางจึงไม่ได้มองเฉพาะว่าจะระบายน้ำออกอย่างไรเมื่อฝนตกหนัก แต่ต้องพิจารณาด้วยว่าจะสามารถกักเก็บน้ำต้นทุนไว้ใช้ในช่วงที่มีฝนน้อยหรือฤดูแล้งได้เพียงพอหรือไม่
การบริหารจัดการจึงต้องรักษาสมดุลระหว่าง “มีพื้นที่รองรับน้ำเมื่อฝนมา” กับ “มีน้ำเหลือใช้เมื่อฝนไม่มา” โดยเฉพาะท่ามกลางความแปรปรวนของสภาพอากาศ
ทำไมต้องจับตาสถานการณ์ช่วงนี้?
ช่วงปลายเดือนสิงหาคมเป็นช่วงที่หน่วยงานด้านน้ำยังต้องติดตามทั้งฝนสะสมและปริมาณน้ำจากลุ่มน้ำตอนบนอย่างใกล้ชิด
ในวันเดียวกับการประชุม กรมชลประทานมีการแจ้งเตือนพื้นที่ในลุ่มเจ้าพระยาให้ติดตามแนวโน้มระดับน้ำที่เพิ่มขึ้น โดยมี จังหวัดลพบุรีรวมอยู่ในพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวัง
จึงทำให้การเตรียมเครื่องจักร เครื่องสูบน้ำ เจ้าหน้าที่ และระบบแจ้งเตือน ไม่ได้เป็นเพียงการเตรียมแผนตามฤดูกาลเท่านั้น แต่เกิดขึ้นในช่วงที่สถานการณ์น้ำของลุ่มเจ้าพระยายังต้องติดตามต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม การอยู่ในรายชื่อจังหวัดที่ต้องเฝ้าระวัง ไม่ได้หมายความว่าทุกพื้นที่ของจังหวัดลพบุรีจะเกิดน้ำท่วม ระดับความเสี่ยงขึ้นอยู่กับปริมาณฝน สภาพพื้นที่ เส้นทางน้ำ และการบริหารจัดการในแต่ละช่วงเวลา
แล้วคนลพบุรีควรรู้อะไร?
สิ่งที่ประชาชนควรได้จากระบบบริหารจัดการน้ำ ไม่ควรมีเพียงข้อมูลที่อยู่ในห้องควบคุม แต่คือ การได้รับคำเตือนที่เร็วพอและละเอียดพอที่จะนำไปใช้เตรียมตัวได้จริง
หากพื้นที่ใดมีแนวโน้มเสี่ยงน้ำหลากหรือน้ำท่วม ประชาชนควรทราบอย่างน้อยว่า
- พื้นที่หรือชุมชนใดต้องเฝ้าระวัง
- คาดว่าน้ำจะเพิ่มขึ้นเมื่อใด
- เพิ่มขึ้นประมาณเท่าไร
- ต้องเคลื่อนย้ายสิ่งของหรือเตรียมอพยพหรือไม่
- หน่วยงานใดเป็นผู้ประสานงานในพื้นที่
- จะติดตามประกาศอย่างเป็นทางการได้จากช่องทางใด
ข้อมูลเหล่านี้จะเป็นตัววัดสำคัญว่า “ระบบเตือนภัยที่รวดเร็วและแม่นยำ” สามารถส่งข้อมูลจากศูนย์ปฏิบัติการไปถึงประชาชนปลายทางได้จริงมากน้อยเพียงใด
จุดเสี่ยงอยู่ตรงไหน? ยังเป็นข้อมูลที่ต้องติดตาม
แม้ข่าวต้นทางจะระบุว่า มีการเตรียมเครื่องจักร เครื่องสูบน้ำ และเจ้าหน้าที่เข้าประจำ “จุดเสี่ยง” แต่ยังไม่ได้ระบุรายละเอียดว่า จุดเสี่ยงดังกล่าวอยู่ในอำเภอ ตำบล หรือชุมชนใดของจังหวัดลพบุรี
ยังไม่มีการระบุจำนวนเครื่องสูบน้ำและเครื่องจักรที่เตรียมไว้ รวมถึงเกณฑ์ว่าจะเคลื่อนอุปกรณ์เข้าสู่พื้นที่เมื่อระดับน้ำหรือปริมาณฝนถึงระดับใด
อีกประเด็นหนึ่งที่ควรติดตามคือ แผนพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยว่าจะครอบคลุมพื้นที่ใดบ้าง และประชาชนจะได้รับการเตือนผ่าน SMS เสียงตามสาย ระบบของท้องถิ่น สื่อสังคมออนไลน์ หรือช่องทางอื่น
เพราะเมื่อเกิดสถานการณ์จริง ความเร็วของข้อมูลเพียงไม่กี่ชั่วโมงอาจหมายถึงเวลาที่ประชาชนใช้ย้ายรถ ยกของ เตรียมพื้นที่การเกษตร หรือดูแลผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบางได้ทัน
ประชาชนสามารถติดตามข้อมูลสถานการณ์น้ำจากกรมชลประทาน และสอบถามข้อมูลหรือขอความช่วยเหลือได้ที่ สายด่วนกรมชลประทาน 1460
แหล่งข่าว: สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดลพบุรี / กรมชลประทาน / สำนักงานชลประทานที่ 10
เรียบเรียง: LOPBURITODAY




