ถ้าลพบุรีจะมี “รถเมล์ทั้งจังหวัด”…ต้องใช้อะไรบ้าง?

จาก EV Bus คันแรก สู่คำถามใหญ่กว่าเดิม — ถ้าจะทำระบบขนส่งสาธารณะให้คนลพบุรีเดินทางได้จริงทั้งจังหวัด ต้องมีอะไรอยู่เบื้องหลังบ้าง?
จาก EP.1 ที่ Lopburi Today ชวนตั้งคำถามว่า “คนลพบุรีอยากให้เมืองมีอะไรเพิ่มมากที่สุด?” และพบว่า “ระบบขนส่งสาธารณะ” เป็นหนึ่งในเสียงที่ถูกพูดถึงอย่างต่อเนื่อง วันนี้จังหวัดลพบุรีกำลังเดินเข้าสู่โจทย์ที่ใหญ่ขึ้น เมื่อองค์การบริหารส่วนจังหวัดลพบุรีมีการผลักดันแนวทางพัฒนารถโดยสารประจำทางไฟฟ้า หรือ EV Bus และล่าสุดมีการจัดทำราคากลางสำหรับ การศึกษาความเหมาะสมและความคุ้มค่าในการจัดให้มีระบบรถโดยสารประจำทางไฟฟ้า (EV Bus) แล้ว
คำถามจึงไม่ใช่แค่ “ลพบุรีจะมีรถเมล์ไหม?”
แต่คือ…ถ้าจะมีจริง แล้วจะทำอย่างไรให้รถเมล์วิ่งได้ทั้งจังหวัด ใช้ได้จริง และไม่กลายเป็นโครงการที่มีรถแต่ไม่มีคนขึ้น?
จาก “รถเมล์ 1 เส้นทาง” สู่ “ระบบขนส่งทั้งจังหวัด”
สิ่งแรกที่ต้องแยกให้ออกคือ รถเมล์ กับ ระบบขนส่งสาธารณะ ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน รถหนึ่งคันสามารถวิ่งตามเส้นทางได้ แต่ระบบขนส่งที่ดีต้องตอบคำถามมากกว่านั้น คนบ้านหมี่จะเดินทางเข้าเมืองอย่างไร?คนชัยบาดาลจะไปโรงพยาบาลหรือสถานีรถไฟอย่างไร? เด็กจากอำเภอรอบนอกจะเดินทางเข้าโรงเรียนหรือสถานศึกษาได้หรือไม่? คนจากโคกสำโรงจะต่อรถเข้าเมืองได้อย่างไร?
และเมื่อถึงตัวเมืองแล้ว จะเดินทางต่อไปโรงพยาบาล ตลาด สถานที่ราชการ หรือสถานีรถไฟอย่างไร? ปัจจุบันลพบุรีไม่ได้เริ่มจากศูนย์เสียทีเดียว เพราะจังหวัดมีโครงสร้างการเดินทางเดิมอยู่แล้ว ทั้งรถโดยสารประจำทาง รถสองแถว รถตู้ และสถานีขนส่งในพื้นที่
ข้อมูลของ อบจ.ลพบุรี ระบุว่า สถานีขนส่งผู้โดยสารอำเภอโคกสำโรงมีรถโดยสารให้บริการ 23 เส้นทาง ประมาณ 340 เที่ยวต่อวัน ขณะที่ สถานีขนส่งผู้โดยสารลำนารายณ์มีรถโดยสาร 26 เส้นทาง ประมาณ 230 เที่ยวต่อวัน
ดังนั้นโจทย์ของลพบุรีอาจไม่ใช่การ “สร้างระบบใหม่ทั้งหมด” แต่คือการถามว่า…เราจะเอาระบบเดิมที่มีอยู่ มาจัดระเบียบและเชื่อมต่อกันให้ดีขึ้นได้อย่างไร?
ถ้าจะทำทั้งจังหวัด อาจต้องคิดเป็น “แกนหลัก + รถเชื่อมต่อ”
ลองจินตนาการระบบขนส่งของลพบุรีเป็นโครงข่าย ไม่ใช่เส้นเดียว
ชั้นที่ 1 — รถเมล์แกนหลัก
ใช้รถโดยสารขนาดใหญ่หรือ EV Bus วิ่งในเส้นทางที่มีความต้องการเดินทางสูง เช่น เมืองลพบุรี ↔ โคกสำโรง ↔ บ้านหมี่ หรือ เมืองลพบุรี ↔ พัฒนานิคม และอีกแกนหนึ่งที่เชื่อมไปทาง เมืองลพบุรี ↔ ชัยบาดาล / ลำนารายณ์ แนวคิดนี้ไม่ได้หมายความว่าเส้นทางเหล่านี้ถูกกำหนดเป็นแผนของจังหวัดแล้ว แต่เป็นตัวอย่างของการออกแบบโครงข่ายที่ควรนำไปศึกษาจากข้อมูลผู้โดยสารจริง เพราะรถเมล์ไม่จำเป็นต้องวิ่งทุกตำบลด้วยรถคันเดียว
ชั้นที่ 2 — รถรับส่งเชื่อมอำเภอและชุมชน
พื้นที่ที่มีประชากรกระจายตัวและมีผู้โดยสารไม่หนาแน่น อาจไม่คุ้มที่จะใช้รถบัสขนาดใหญ่ตลอดวัน ระบบจึงอาจใช้รถขนาดเล็ก รถสองแถว หรือรถโดยสารท้องถิ่น ทำหน้าที่เป็น Feeder พาผู้โดยสารจากชุมชนเข้าสู่ “จุดเปลี่ยนถ่าย” แล้วต่อรถเมล์สายหลัก นี่คือหลักคิดสำคัญ ไม่จำเป็นต้องให้รถเมล์คันใหญ่ไปถึงหน้าบ้านทุกคน แต่ต้องทำให้คนทุกพื้นที่เข้าถึงจุดขึ้นรถได้
ชั้นที่ 3 — เชื่อมรถไฟและสถานีขนส่ง
ลพบุรีมีข้อได้เปรียบที่หลายจังหวัดไม่มี นั่นคือมีระบบรถไฟเป็นแกนการเดินทางผ่านพื้นที่ กรมการขนส่งทางรางเคยระบุถึงการจัดระบบรถโดยสารสาธารณะเชื่อมต่อกับ สถานีลพบุรี 2 โดยสำนักงานขนส่งจังหวัดลพบุรีเตรียมจัดรถโดยสารประจำทางหมวด 4 สาย 6168 ช่วงลพบุรี–บ้านข่อย เพื่อเชื่อมการเดินทางระหว่าง บขส.ลพบุรี กับสถานีลพบุรี 2 นี่ทำให้เห็นภาพว่าอนาคตของระบบขนส่งลพบุรีไม่ควรคิดเฉพาะ “รถเมล์” แต่ควรคิดเป็น รถเมล์ + รถสองแถว + รถไฟ + สถานีขนส่ง ให้ผู้โดยสารสามารถเปลี่ยนรูปแบบการเดินทางได้ง่ายที่สุด
แล้วต้องใช้รถกี่คัน?
คำตอบตรง ๆ คือ…ตอนนี้ยังไม่มีตัวเลขที่ควรฟันธง เพราะการกำหนดจำนวนรถต้องขึ้นอยู่กับข้อมูลที่การศึกษาความเหมาะสมจะต้องนำมาวิเคราะห์ เช่น จำนวนผู้โดยสาร ความถี่ที่ต้องการ ระยะทางแต่ละเส้นทาง เวลาการเดินรถ และต้นทุนการดำเนินงาน
แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ อบจ.ลพบุรีไม่ได้เพียงพูดถึง EV Bus ในเชิงนโยบายเท่านั้น ในเดือนมิถุนายน 2569 อบจ.ลพบุรีได้ประกาศราคากลางสำหรับ การจ้างศึกษาความเหมาะสมและความคุ้มค่าในการจัดให้มีระบบรถโดยสารประจำทางไฟฟ้า (EV Bus) ซึ่งสะท้อนว่ากำลังเข้าสู่ขั้นตอนศึกษาระบบอย่างจริงจังมากขึ้น
ตรงนี้สำคัญมาก เพราะก่อนจะซื้อรถหลายสิบคัน คำถามที่ควรตอบให้ได้ก่อนคือ “คนจะขึ้นรถที่ไหน และขึ้นวันละกี่คน?”
งบประมาณไม่ได้มีแค่ “ค่าซื้อรถ”
นี่คือจุดที่หลายคนอาจมองข้าม สมมติว่าเรามีรถ EV Bus แล้ว ยังมีค่าใช้จ่ายอื่นตามมาอีกมาก
- ค่าจัดหาหรือค่าเช่ารถ
- ค่าไฟฟ้า
- สถานีชาร์จ
- ค่าแรงพนักงานขับรถ
- พนักงานประจำระบบ
- ค่าบำรุงรักษา
- ค่าอะไหล่
- ระบบติดตามรถ
- ป้ายและจุดจอด
- ศูนย์ควบคุมการเดินรถ
- ประกันภัย
- ค่าใช้จ่ายในการบริหารระบบ
ดังนั้น “ซื้อรถได้” ไม่ได้แปลว่า “มีระบบรถเมล์ที่ยั่งยืน”
ตัวอย่างข้อมูลจากแผนวิสาหกิจของ บขส. ซึ่งศึกษาเปรียบเทียบรถโดยสารไฟฟ้าขนาด 12 เมตรกับรถดีเซล พบว่ารถไฟฟ้ามีต้นทุนรถสูงกว่า แต่มีข้อได้เปรียบด้านต้นทุนพลังงานและการบำรุงรักษาบางส่วน ขณะเดียวกันก็มีข้อจำกัดเรื่องระยะทางต่อการชาร์จและเวลาในการอัดประจุ เพราะฉะนั้น การเลือก EV Bus จึงไม่ใช่แค่คำถามว่า “รักษ์โลกหรือไม่” แต่ต้องถามว่า เหมาะกับเส้นทางของลพบุรีหรือไม่?
จุดเปลี่ยนสำคัญอาจไม่ใช่ “จำนวนรถ” แต่คือ “ความถี่”
ลองนึกภาพง่าย ๆ มีรถเมล์ 20 คัน แต่รถแต่ละคันมาทุก 2 ชั่วโมง กับมีรถ 8 คัน แต่ผู้โดยสารรู้ว่า “ทุก 20–30 นาที จะมีรถมา” อะไรทำให้คนเปลี่ยนใจจากรถส่วนตัวมาใช้รถสาธารณะมากกว่ากัน? คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่จำนวนรถทั้งหมดแต่อยู่ที่ ความถี่ ความตรงเวลา และความแน่นอน
ระบบขนส่งที่ดีจึงควรทำให้ประชาชนรู้ว่า รถจะมาเมื่อไร ต้องรอนานแค่ไหน ต่อรถตรงไหน ค่าโดยสารเท่าไร และถ้าพลาดรถคันนี้ จะมีคันต่อไปเมื่อไร เมื่อคำตอบเหล่านี้ชัด รถเมล์จึงเริ่มกลายเป็น “ระบบ” มากกว่า “รถหนึ่งคัน”
แล้วใครควรจ่าย?
นี่อาจเป็นคำถามที่ยากที่สุด เพราะระบบขนส่งสาธารณะในต่างจังหวัดอาจไม่ได้สามารถพึ่งรายได้จากค่าโดยสารเพียงอย่างเดียว ถ้าต้องการให้ค่าโดยสารถูก เพื่อช่วยนักเรียน ผู้สูงอายุ ผู้มีรายได้น้อย หรือคนที่ไม่มีรถส่วนตัว ก็ต้องมีคำถามต่อว่า ส่วนต่างของต้นทุน ใครจะรับผิดชอบ? จังหวัด? อบจ.? เทศบาล? รัฐบาล? หรือเอกชน?
และถ้าให้เอกชนเข้ามาดำเนินการ จะออกแบบสัญญาอย่างไรให้ผู้ประกอบการอยู่ได้ ขณะเดียวกันประชาชนก็ยังได้รับบริการที่ดี? นี่คือเรื่องที่ต้องศึกษาให้ละเอียดก่อนเดินหน้าระบบขนาดใหญ่
ลพบุรีอาจไม่จำเป็นต้อง “มีรถเมล์ทุกอำเภอ” แต่ต้อง “เดินทางถึงทุกอำเภอ”
นี่คือความแตกต่างที่สำคัญ คำว่า “รถเมล์ทั้งจังหวัด” อาจฟังดูดี แต่ในทางปฏิบัติ สิ่งที่ประชาชนต้องการจริง ๆ อาจไม่ใช่การมีรถบัสวิ่งผ่านทุกตำบล แต่คือ…คนที่อยู่บ้านไกล สามารถเดินทางเข้าเมืองได้ คนป่วยไปโรงพยาบาลได้ นักเรียนไปโรงเรียนได้ คนทำงานไปทำงานได้ เกษตรกรเข้าตลาดได้
และเมื่อเดินทางมาถึงเมืองแล้ว สามารถต่อรถไปยังจุดหมายอื่นได้โดยไม่ต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายหลายต่อ นี่คือความหมายของ “ระบบขนส่งสาธารณะ” ที่มากกว่าการมีรถเมล์
ถ้าจะทำจริง ลพบุรีต้องเริ่มจาก “ข้อมูล”
ก่อนวางเส้นทาง สิ่งที่ควรมีคือ แผนที่การเดินทางของคนลพบุรี
เราอยากรู้ว่าในแต่ละวัน…
- คนจากไหนเดินทางไปไหน
- ช่วงเวลาไหนมีคนเดินทางมากที่สุด
- โรงพยาบาลไหนมีผู้ใช้บริการจากต่างอำเภอจำนวนมาก
- โรงเรียนและสถานศึกษาใดมีนักเรียนเดินทางข้ามพื้นที่
- ตลาดและแหล่งงานอยู่ตรงไหน
- จุดไหนมีผู้สูงอายุหรือประชาชนที่ไม่มีรถส่วนตัวจำนวนมาก
- คนใช้รถไฟที่สถานีไหน
- จุดไหนควรเป็นสถานีเปลี่ยนถ่าย
ข้อมูลเหล่านี้จะทำให้การวางเส้นทางไม่ต้องใช้วิธี “เดา” แต่สามารถออกแบบจากพฤติกรรมการเดินทางจริงของประชาชน
จาก EV Bus คันแรก…สู่คำถามว่า “ลพบุรีอยากได้ระบบแบบไหน?”
การที่ อบจ.ลพบุรีเดินหน้าศึกษาความเหมาะสมและความคุ้มค่าของระบบ EV Bus ถือเป็นสัญญาณที่น่าสนใจ เพราะอย่างน้อยจังหวัดกำลังขยับจากการพูดถึง “รถไฟฟ้า” ไปสู่การศึกษาว่า ระบบแบบไหนจึงเหมาะกับพื้นที่จริง
และก่อนหน้านี้ อบจ.ลพบุรีก็เคยหารือแนวทางเปิดเส้นทาง EV Bus เพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่สำคัญของจังหวัด โดยพิจารณาทั้งเส้นทาง รูปแบบการให้บริการ และการเชื่อมต่อกับระบบขนส่งเดิม ดังนั้นคำถามในวันนี้จึงอาจไม่ใช่ “ลพบุรีจะมีรถเมล์ไหม?” แต่ควรเปลี่ยนเป็น “เราจะออกแบบระบบขนส่งอย่างไร ให้คนลพบุรีเลือกใช้รถเมล์แทนรถส่วนตัวได้จริง?”
เพราะถ้าซื้อรถแล้วไม่มีคนขึ้น…นั่นไม่ใช่ระบบขนส่ง แต่ถ้าทำให้คนรู้สึกว่า “ไม่ต้องมีรถก็ใช้ชีวิตในลพบุรีได้” นั่นต่างหากที่อาจเรียกได้ว่าเป็นการเปลี่ยนเมือง
EV Bus คันแรกอาจเป็นภาพที่จับต้องได้ แต่สิ่งที่ลพบุรีกำลังต้องคิดต่อจากนี้ คือภาพที่ใหญ่กว่านั้น
เครือข่ายรถเมล์ จุดเปลี่ยนถ่าย ตารางเวลา ค่าโดยสาร งบประมาณ การเชื่อมต่อรถไฟ และที่สำคัญที่สุด — ผู้โดยสาร เพราะระบบขนส่งที่ดีไม่ได้ถูกวัดจากจำนวนรถที่ซื้อมา แต่วัดจากคำถามง่าย ๆ ว่า “ประชาชนสามารถใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้นหรือยัง?” และนี่อาจเป็นโจทย์ใหญ่ที่สุดของลพบุรีในวันที่กำลังเริ่มต้นเดินทางสู่ระบบขนส่งสาธารณะยุคใหม่




