ลพบุรีชู “บ้านน้อยในนิคม” ต้นแบบช่วยคนไร้ที่พึ่ง จากเป้า 5 รับแล้ว 12 ราย ก่อนขยายครบทุกอำเภอ

จังหวัดลพบุรีเตรียมขยายโมเดล “บ้านน้อยในนิคม” หลังปีงบประมาณ 2569 ได้รับมอบหมายให้รองรับผู้ผ่านการฟื้นฟู 5 ราย แต่มีผู้ผ่านการคัดเลือกเข้ารับบริการแล้ว 12 ราย โดยเปิดพื้นที่ให้ทดลองใช้ชีวิตอิสระ ฝึกทักษะอาชีพ และเตรียมกลับคืนครอบครัว–ชุมชน ขณะที่ข้อมูลที่เปิดเผยยังไม่ได้ระบุว่า ผู้ผ่านโครงการสามารถกลับไปใช้ชีวิตในสังคมได้สำเร็จแล้วกี่ราย หรือมีผู้กลับเข้าสู่ภาวะไร้ที่พึ่งซ้ำหรือไม่
เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 ที่ห้องประชุมศูนย์บริการคนพิการ อำเภอเมืองลพบุรี นายประยูร ศิริวรรณ รองผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งจังหวัดลพบุรี ประจำปี 2569 เพื่อติดตามสถานการณ์และแนวทางพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มเปราะบางในจังหวัด
หนึ่งในประเด็นสำคัญคือผลการดำเนินงานโครงการ “บ้านน้อยในนิคม” ซึ่งจังหวัดมีมติเห็นชอบให้นำไปใช้เป็นโมเดลต้นแบบในการทำงานร่วมกันของทุกอำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อลดจำนวนคนไร้ที่พึ่งในลพบุรี
ลพบุรีมีผู้ใช้บริการคนไร้ที่พึ่ง 84 ราย
ข้อมูลที่รายงานต่อที่ประชุมระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2567 จนถึงปัจจุบัน มีผู้ใช้บริการด้านการคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งในจังหวัดลพบุรีรวม 84 ราย แบ่งเป็น
- ชาย 60 ราย
- หญิง 24 ราย
ตัวเลขดังกล่าวเป็นจำนวน “ผู้ใช้บริการ” ตามช่วงเวลาที่ข่าวต้นทางระบุ ไม่ควรตีความตรง ๆ ว่า ปัจจุบันลพบุรีมีคนไร้ที่พึ่งอยู่ 84 คน เพราะในจำนวนดังกล่าวอาจมีผู้ที่ผ่านกระบวนการช่วยเหลือหรือเปลี่ยนสถานะไปแล้ว ขณะที่ข่าวต้นทางไม่ได้แจกแจงสถานะปัจจุบันของทั้ง 84 ราย
นี่จึงเป็นข้อมูลอีกชุดที่ควรติดตามต่อว่า ณ ปัจจุบันมีผู้ที่ยังอยู่ในภาวะไร้ที่พึ่งจริงกี่ราย และมีจำนวนเท่าใดที่สามารถกลับเข้าสู่ครอบครัวหรือชุมชนได้แล้ว
“บ้านน้อยในนิคม” คืออะไร?
บ้านน้อยในนิคมตั้งอยู่ที่ 275/4 หมู่ 2 ตำบลโคกตูม อำเภอเมืองลพบุรี ดำเนินการโดยนิคมฯ ลพบุรี
แนวคิดสำคัญคือ ไม่ได้นำผู้ใช้บริการจากสถานคุ้มครองกลับเข้าสู่สังคมทันที แต่สร้างพื้นที่ช่วงเปลี่ยนผ่านสำหรับผู้ที่ได้รับการฟื้นฟูจนสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ระดับหนึ่ง
ผู้ที่จะเข้ามาอยู่ต้องผ่านการคัดเลือกจากคณะทำงานของสถานคุ้มครองในสังกัดกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ก่อนเข้ามา ทดลองใช้ชีวิตอย่างอิสระ ฝึกทักษะการดำรงชีวิตและพัฒนาศักยภาพด้านอาชีพ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการกลับสู่ครอบครัวและชุมชน
พูดให้ง่ายขึ้นคือ บ้านน้อยในนิคมทำหน้าที่เป็น “สะพานระหว่างสถานคุ้มครองกับชีวิตจริง”
เพราะการที่คนหนึ่งผ่านกระบวนการฟื้นฟูแล้ว ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถกลับไปใช้ชีวิตข้างนอกได้ทันที หากยังไม่มีงาน ไม่มีรายได้ ไม่มีที่พัก หรือไม่มีเครือข่ายในชุมชนรองรับ
ตั้งเป้า 5 ราย แต่มีผู้ผ่านการคัดเลือกแล้ว 12 ราย
ปีงบประมาณ 2569 นิคมฯ ลพบุรีได้รับมอบหมายให้ดำเนินการกับผู้ใช้บริการจำนวน 5 ราย แต่ข้อมูลล่าสุดระบุว่า มีผู้ผ่านการคัดเลือกเข้ารับบริการแล้ว 12 ราย คิดเป็นมากกว่าเป้าหมายเดิม 7 ราย หรือประมาณ 2.4 เท่าของเป้าหมายที่ได้รับมอบหมาย
การรองรับได้มากกว่าเป้าหมายเป็นเหตุผลหนึ่งที่จังหวัดนำโครงการดังกล่าวมาพิจารณาเป็นต้นแบบสำหรับขยายผลในพื้นที่อื่น อย่างไรก็ตาม จำนวน “ผู้เข้าโครงการ” ยังไม่ใช่ตัวเลขเดียวกับจำนวน “ผู้ที่กลับคืนสู่สังคมได้สำเร็จ” และนี่เป็นตัวเลขสำคัญที่สุดที่ข้อมูลครั้งนี้ยังไม่ได้เปิดเผย
12 คน หลังออกจากบ้านน้อยแล้วไปไหน?
หากต้องการประเมินว่าโมเดลนี้ประสบความสำเร็จจริงเพียงใด สิ่งที่ต้องรู้ต่อคือผลลัพธ์ของผู้ใช้บริการจาก 12 รายที่เข้าร่วมแล้ว
มีกี่คนที่ออกจากโครงการแล้ว?
มีกี่คนมีงานหรือรายได้ประจำ?
มีกี่คนกลับไปอยู่กับครอบครัว?
มีกี่คนสามารถเช่าหรือมีที่อยู่อาศัยของตนเอง?
และมีผู้ใดกลับเข้าสู่ภาวะไร้ที่พึ่งอีกหรือไม่?
ดังนั้น แม้จังหวัดจะใช้คำว่า “ความสำเร็จ” และเห็นชอบให้ขยายโมเดล แต่ในมุมการประเมินผล ยังจำเป็นต้องมีข้อมูลระยะหลังออกจากโครงการมาประกอบด้วย
ไม่ใช่แค่มีบ้าน แต่ต้องมี “ชุมชน” รองรับ
อีกส่วนที่น่าสนใจของโมเดลนี้คือการดึงหน่วยงานในพื้นที่เข้ามาร่วมกันดูแล ทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน มีบทบาทด้านการอำนวยความสะดวกและดูแลความปลอดภัยให้ผู้เข้าร่วมโครงการ
ประเด็นนี้สำคัญ เพราะการคืนคนจากสถานคุ้มครองกลับสู่ชุมชนไม่ได้ขึ้นอยู่กับเจ้าหน้าที่ด้านสังคมเพียงหน่วยงานเดียว หากมีปัญหาสุขภาพ ต้องเชื่อมกับระบบสาธารณสุข หากไม่มีงาน ต้องเชื่อมกับแหล่งอาชีพ หากกลับไปอยู่ในชุมชน ต้องมีท้องถิ่นและผู้นำชุมชนรับรู้ และหากไม่มีครอบครัวรองรับ ก็ต้องมีทางเลือกเรื่องที่อยู่อาศัยในระยะยาว
“คนไร้ที่พึ่ง” ไม่ได้หมายถึงแค่คนที่นอนข้างถนน
ข้อมูลของจังหวัดยังอธิบายนิยามคนไร้ที่พึ่งไว้กว้างกว่าภาพจำของ “คนเร่ร่อน” ครอบคลุมตั้งแต่บุคคลที่ไม่มีที่อยู่อาศัยและรายได้เพียงพอต่อการดำรงชีวิต ผู้ที่อยู่ในภาวะยากลำบากและไม่สามารถพึ่งพาผู้อื่นได้ ผู้ประสบความเดือดร้อน คนเร่ร่อนหรือผู้ใช้พื้นที่สาธารณะเป็นที่พักชั่วคราว ไปจนถึงบุคคลบางกลุ่มที่มีปัญหาเรื่องสถานะทางทะเบียนราษฎร
ดังนั้น การแก้ปัญหาคนไร้ที่พึ่งจึงไม่สามารถใช้เพียงวิธี “หาที่พักให้” แล้วถือว่าจบ แต่ต้องแก้ทั้งรายได้ สุขภาพ ความสัมพันธ์ในครอบครัว สิทธิทางสังคม อาชีพ และความสามารถในการกลับไปใช้ชีวิตด้วยตัวเอง
จังหวัดเตรียมขยายโมเดลไปทุกอำเภอ
ที่ประชุมเห็นชอบให้นำบ้านน้อยในนิคมเป็น โมเดลต้นแบบ สำหรับทุกอำเภอ ท้องถิ่น และภาคีเครือข่าย พร้อมเตรียมเชิญผู้ปกครองนิคมฯ ไปนำเสนอแนวทางต่อที่ประชุมส่วนราชการและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อขยายผลไปยังพื้นที่อื่นของจังหวัด
แต่คำว่า “ขยายโมเดล” ก็ยังมีรายละเอียดที่ต้องติดตาม จังหวัดจะเปิดบ้านลักษณะเดียวกันในแต่ละอำเภอหรือไม่ หรือเพียงนำระบบประสานงานไปใช้? ใครเป็นผู้รับผิดชอบงบประมาณ? หนึ่งพื้นที่รองรับได้กี่คน? และจะเลือกอำเภอใดเป็นพื้นที่ต่อไป? ข่าวต้นทางยังไม่ได้ให้รายละเอียดในส่วนนี้
แล้วคนลพบุรีได้อะไรจากโมเดลนี้?
หากระบบทำงานได้ตามเป้าหมาย ผลที่สำคัญไม่ใช่เพียงการลดจำนวนคนที่อยู่ในสถานคุ้มครอง แต่คือการช่วยให้คนหนึ่งคน กลับมามีชีวิตที่พึ่งตัวเองได้ มีงาน มีรายได้ มีที่อยู่ เข้าถึงการรักษา และมีชุมชนที่สามารถกลับไปใช้ชีวิตร่วมกันได้
ในมุมของสังคม นั่นหมายถึงการเปลี่ยนจากระบบที่เข้าไปช่วยเมื่อคนตกถึงภาวะวิกฤต มาเป็นระบบที่ช่วยให้เขาสามารถกลับมายืนได้ด้วยตัวเอง
“12 ราย” เป็นจุดเริ่มต้น แต่ยังไม่ใช่คำตอบสุดท้าย
การที่โครงการรองรับผู้ผ่านการคัดเลือกได้ 12 ราย จากที่ได้รับมอบหมาย 5 ราย เป็นตัวเลขที่น่าสนใจ
แต่หากจังหวัดจะนำบ้านน้อยในนิคมไปเป็นต้นแบบทั้งจังหวัด ตัวชี้วัดสำคัญควรขยับจาก “รับเข้าได้กี่คน” ไปสู่ “หลังออกไปแล้วอยู่ได้จริงกี่คน”
LOPBURITODAY เห็นว่ารอบต่อไปควรมีการเปิดเผยอย่างน้อย 3 ตัวเลข จำนวนผู้ผ่านโครงการ จำนวนผู้กลับสู่ครอบครัว/ชุมชนและมีรายได้ จำนวนผู้ที่กลับเข้าสู่ภาวะไร้ที่พึ่งซ้ำ
เพราะเป้าหมายของโครงการไม่ควรจบอยู่ที่การสร้าง “บ้านน้อย” แต่คือการทำให้คนที่เคยไร้ที่พึ่ง กลับมามีที่ยืนในสังคมอย่างยั่งยืน
แหล่งข่าว: สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดลพบุรี
เรียบเรียง: LOPBURITODAY




