ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
วันพฤหัสบดี, 1 ตุลาคม 2026
☀️
27°C ลพบุรี, ประเทศไทย
ท้องฟ้าแจ่มใส
ข่าวล่าสุด
1 ต.ค. 256923:02ลพบุรีร่วมถกแผนน้ำภาคกลาง — จับตา 3 ลุ่มน้ำหลัก ใช้ข้อมูลเสี่ยงล่วงหน้า 7–10 วัน เตรียมแจ้งเตือนก่อนน้ำมา1 ต.ค. 256923:01บ้านหมี่เปิดโรงครัวจิตอาสา ส่งอาหาร–น้ำดื่มช่วยผู้ประสบภัย แต่ยังไม่ระบุวันละกี่กล่อง ส่งถึงพื้นที่ไหนบ้าง1 ต.ค. 256922:59ลพบุรีรับนโยบายกลางรับมือน้ำ — สั่งช่วยกลุ่มเปราะบางก่อน เตรียมเครื่องสูบน้ำ–รถสุขา–ทีมไฟฟ้า 24 ชั่วโมง1 ต.ค. 256922:53กรมรบพิเศษที่ 2 จัดกิจกรรมวันพระราชทานธงชาติไทย — เคารพธงชาติ พร้อมย้อนประวัติธงไทยแต่ละยุค1 ต.ค. 256922:50เขื่อนป่าสักน้ำ 106.80% ของความจุเก็บกักปกติ — เริ่มเพิ่มการระบายแล้ว จับตา 400 ลบ.ม./วินาที 2 ต.ค.30 ก.ย. 256922:48ยื่นขอออกโฉนดที่ดินแล้ว ต้องรอนานแค่ไหน? เปิดขั้นตอนตั้งแต่รังวัดถึงรับโฉนด พร้อมวิธีติดตามเมื่อเรื่องล่าช้า29 ก.ย. 256900:02ลพบุรีถอดบทเรียนปี 69 วางทิศทางปี 70 ผ่าน 4 ด้าน — แต่ยังไม่เปิดเผยว่าอะไรสำเร็จ อะไรต้องแก้29 ก.ย. 256900:01ลพบุรีตรวจจุดเสี่ยงน้ำ 3 อำเภอ — รบพิเศษลงช่วยป่าตาล ย้ายผู้ป่วยติดเตียง เตรียมกระสอบทราย 300 กระสอบ29 ก.ย. 256900:00เขื่อนป่าสักเตรียมเพิ่มระบายน้ำ 30 ก.ย. คาดน้ำสูงขึ้น 3.5–4 เมตร — อีกด้านเจ้าพระยาเตือน 3 จังหวัดรับน้ำเหนือ29 ก.ย. 256923:58109 ปีธงไตรรงค์ — ลพบุรีแจ้งกำหนดกิจกรรมเคารพธงชาติ ชวนย้อนที่มาวันพระราชทานธงชาติไทย
View All Breaking News ›

เขื่อนป่าสักน้ำ 106.80% ของความจุเก็บกักปกติ — เริ่มเพิ่มการระบายแล้ว จับตา 400 ลบ.ม./วินาที 2 ต.ค.

30 ก.ย. 2569👁 อ่าน 2 ครั้ง

เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีปริมาณน้ำ 930.78 ล้านลูกบาศก์เมตร ณ วันที่ 30 กันยายน 2569 หรือ 106.80% ของความจุเก็บกักปกติ เพิ่มจาก 96.49% เมื่อวันที่ 28 กันยายน ขณะที่เริ่มปรับการระบายน้ำขึ้นเป็นประมาณ 115 ลบ.ม./วินาที และมีแผนทยอยเพิ่มถึง 400 ลบ.ม./วินาทีในวันที่ 2 ตุลาคม ประชาชนริมแม่น้ำป่าสักและพื้นที่ท้ายน้ำต้องติดตามประกาศใหม่ เพราะทั้งน้ำไหลเข้าและแผนระบายยังเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์

สถานการณ์เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จังหวัดลพบุรี ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด หลังปริมาณน้ำในอ่างเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจนสูงกว่าระดับความจุเก็บกักปกติ

ข้อมูลวันที่ 30 กันยายน 2569 ระบุว่า เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีน้ำ 930.78 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 106.80% ของความจุเก็บกักปกติ มีน้ำไหลเข้าอ่าง 550.27 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที หรือประมาณ 47.54 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน ขณะที่ระบายน้ำอยู่ที่ 115.08 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที หรือประมาณ 9.94 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน สำนักข่าวแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา

คืนวันที่ 29 กันยายน นายวีรพงศ์ ฤทธิ์รอด ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี พร้อมหน่วยงานด้านชลประทาน ลงพื้นที่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ อำเภอพัฒนานิคม เพื่อประเมินน้ำไหลเข้าและแนวทางบริหารการระบาย หลังปริมาณน้ำสูงขึ้นต่อเนื่อง สำนักข่าวแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา

แต่สำหรับประชาชน ประเด็นสำคัญกว่าการลงพื้นที่คือ น้ำเพิ่มขึ้นเร็วแค่ไหน ต่อไปจะระบายเท่าไร และพื้นที่ท้ายน้ำควรเตรียมตัวอย่างไร

จาก 96.49% เป็น 106.80% ในเวลา 2 วัน

ย้อนกลับไปวันที่ 28 กันยายน เวลา 06.00 น. เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีน้ำ 840.94 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 96.49% โดยมีน้ำไหลเข้า 737.78 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขณะที่ระบายออกเพียงประมาณ 25 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที 

เมื่อเทียบกับข้อมูลวันที่ 30 กันยายน ปริมาณน้ำในอ่างเพิ่มเป็น 930.78 ล้านลูกบาศก์เมตร เท่ากับเพิ่มขึ้นประมาณ 89.84 ล้านลูกบาศก์เมตร ระหว่างข้อมูลสองช่วง ส่วนเปอร์เซ็นต์เพิ่มจาก 96.49% เป็น 106.80% หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 10.31 จุดเปอร์เซ็นต์ ตัวเลขนี้ไม่ได้หมายความว่าน้ำเพิ่มด้วยอัตราเท่ากันตลอดสองวัน เพราะทั้งน้ำไหลเข้าและปริมาณการระบายเปลี่ยนได้ตลอดเวลา แต่สะท้อนว่าปริมาณน้ำในอ่างเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงดังกล่าว

106.80% ไม่ได้หมายความว่า “เขื่อนเต็มเกินขีดจำกัดโครงสร้าง 6.8%”

ประเด็นนี้ต้องใช้ถ้อยคำให้แม่น ข้อมูลวันที่ 30 กันยายนระบุว่า 106.80% ของความจุเก็บกักปกติ ดังนั้น ไม่ควรพาดหัวสั้น ๆ ว่า “เขื่อนเกินความจุ 106%” โดยไม่มีคำอธิบาย เพราะอาจทำให้ผู้อ่านเข้าใจว่าเขื่อนรับน้ำเกินความสามารถทางโครงสร้างหรือกำลังจะแตก

ข้อมูลที่เผยแพร่ครั้งนี้ไม่ได้รายงานว่าตัวเขื่อนเสียหายหรือเกิดความผิดปกติทางโครงสร้าง สิ่งที่เกิดขึ้นคือปริมาณน้ำสูงกว่าระดับเก็บกักปกติ จึงต้องบริหารน้ำออกจากอ่าง และติดตามน้ำที่ยังไหลเข้าต่อเนื่อง 106.80% จึงเป็นสัญญาณที่ต้องติดตามการบริหารน้ำอย่างใกล้ชิด แต่ไม่ใช่หลักฐานว่าเขื่อนกำลังแตก

30 ก.ย. เริ่มเพิ่มการระบายเป็น 115 ลบ.ม./วินาทีแล้ว

ตามประกาศก่อนหน้านี้ กรมชลประทานกำหนดแผนเพิ่มการระบายน้ำแบบขั้นบันได จากเดิมประมาณ 25 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที วันที่ 30 กันยายน เพิ่มเป็น 115 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที วันที่ 1 ตุลาคม วางแผนเพิ่มเป็น 230 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และวันที่ 2 ตุลาคม เพิ่มเป็น 400 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที หรือประมาณ 34.56 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน

ข้อมูลวันที่ 30 กันยายนแสดงว่าการระบายจริงอยู่ที่ 115.08 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งใกล้เคียงกับขั้นแรกของแผน แต่ต้องแยกสถานะให้ชัดว่า 115 ลบ.ม./วินาที = อัตราที่รายงานว่าเริ่มดำเนินการแล้ว ส่วน 230 และ 400 ลบ.ม./วินาที = แผนของวันที่ 1–2 ตุลาคม ณ เวลาที่ประกาศ หากสถานการณ์น้ำหรือสภาพอากาศเปลี่ยน แผนดังกล่าวยังสามารถปรับได้

น้ำไหลเข้ายังมากกว่าน้ำที่ระบายออก

อีกตัวเลขที่ควรจับตาคือ วันที่ 30 กันยายนมีน้ำไหลลงอ่างประมาณ 550.27 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แต่ระบายออกประมาณ 115.08 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ตัวเลข ณ เวลาที่รายงานจึงต่างกันประมาณ 435 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

แต่ไม่ควรนำส่วนต่างนี้ไปคูณทั้งวันเพื่อสรุปว่าปริมาณน้ำในเขื่อนจะเพิ่มเท่านั้นแน่นอน เพราะน้ำไหลเข้าและอัตราระบายสามารถเปลี่ยนได้ระหว่างวัน สิ่งที่ต้องติดตามต่อคือ แนวโน้มน้ำไหลเข้าลดลงหรือเพิ่มขึ้น และเมื่อเพิ่มการระบายแล้ว สมดุลน้ำในอ่างเปลี่ยนอย่างไร

ประกาศเดิมคาดแม่น้ำป่าสักสูงขึ้น 3.50–4.00 เมตร

ประกาศฉบับวันที่ 28 กันยายนประเมินว่า เมื่อทยอยเพิ่มการระบายตามแผน ระดับน้ำในแม่น้ำป่าสักจะสูงขึ้นจากระดับขณะนั้นประมาณ 3.50–4.00 เมตร โดยหน่วยงานประเมินว่าจะยังอยู่ในลำน้ำ ไม่เกิดภาวะล้นตลิ่งตามแผนที่ประกาศไว้ 

แต่ต้องใส่วันที่กำกับตัวเลขนี้ทุกครั้ง เพราะเป็นการประเมินตามสถานการณ์วันที่ 28 กันยายน ก่อนที่ปริมาณน้ำในอ่างจะเพิ่มเป็น 106.80% 

ตัวเลข 106.80% กับ “ประมาณ 102%” ในข่าวเดียวกัน ไม่ตรงกัน

มีอีกจุดหนึ่งที่ควรชี้ให้ผู้อ่านทราบ ข้อมูลสถานการณ์ในข่าวระบุปริมาณน้ำ 930.78 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 106.80% ของความจุเก็บกักปกติ

แล้วฝนช่วง 3–6 ต.ค. ล่ะ?

ข่าวจังหวัดระบุว่า มีการประเมินถึงฝนในช่วงวันที่ 3–6 ตุลาคม ซึ่งอาจทำให้มีน้ำไหลเข้าเขื่อนเพิ่มเติม  อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับพยากรณ์ 7 วันของกรมอุตุนิยมวิทยาช่วงวันที่ 29 กันยายน–5 ตุลาคม พบว่า ช่วง 30 กันยายน–3 ตุลาคม ประเทศไทยตอนบนมีแนวโน้มฝนลดลง ขณะที่ช่วง 4–5 ตุลาคมจะมีฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรงบางพื้นที่ และผลกระทบจะเคลื่อนเข้าสู่ภาคกลางในระยะต่อมา 

คนท้ายน้ำต้องเตรียมอะไร?

สำหรับผู้ที่อยู่ติดแม่น้ำป่าสัก สิ่งที่ควรจับตาตั้งแต่วันที่ 1–2 ตุลาคมคืออัตราการระบายน้ำจริง และระดับน้ำที่สถานีวัดตามแนวแม่น้ำ ทรัพย์สินที่อยู่ต่ำใกล้ริมน้ำ เช่น เครื่องมือทางการเกษตร ปั๊มน้ำ เรือ สิ่งปลูกสร้างชั่วคราว และของใช้ที่เคลื่อนย้ายได้ ควรสำรวจและเตรียมย้ายไว้ก่อนหากระดับน้ำเริ่มเข้าใกล้

ครอบครัวที่มีผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง หรือผู้ที่เคลื่อนย้ายลำบาก ควรเตรียมข้อมูลติดต่อหน่วยงานท้องถิ่นไว้ล่วงหน้า และหากมีประกาศเฉพาะพื้นที่จากอำเภอ เทศบาล อบต. หรือชลประทาน ควรให้ความสำคัญกับข้อมูลระดับพื้นที่มากกว่าตัวเลขภาพรวมของทั้งเขื่อน

ตอนนี้ยังมีอะไรที่ประชาชน “ไม่รู้”?

ข่าวล่าสุดให้ตัวเลขปริมาณน้ำเข้า ปริมาณน้ำในอ่าง และแผนระบายค่อนข้างชัด แต่ยังมีข้อมูลอีกส่วนที่มีความหมายต่อประชาชนโดยตรง เช่น หากเพิ่มเป็น 400 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีจริง แต่ละจุดริมแม่น้ำป่าสักจะมีระดับน้ำสูงขึ้นเท่าไร ใช้เวลากี่ชั่วโมงกว่าน้ำจะเดินทางถึงพื้นที่สำคัญ และชุมชนใดมีระดับตลิ่งต่ำที่ต้องระวังเป็นพิเศษ รวมถึงคำถามว่า หลังวันที่ 2 ตุลาคม หากน้ำยังไหลเข้าอ่างสูง จะเพิ่มการระบายมากกว่า 400 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีหรือไม่ นี่คือข้อมูลที่ประชาชนควรได้รับก่อนสถานการณ์เปลี่ยน ไม่ใช่หลังน้ำมาถึงพื้นที่แล้ว

จากนี้ต้องดู “น้ำเข้า–น้ำออก–ระดับท้ายน้ำ” พร้อมกัน

สถานการณ์เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ขณะนี้จึงไม่ควรดูจากตัวเลข 106.80% เพียงตัวเดียว ต้องติดตามพร้อมกันอย่างน้อยสามส่วน คือปริมาณน้ำที่ยังไหลเข้าอ่าง อัตราการระบายจริงในแต่ละวัน และระดับแม่น้ำป่าสักด้านท้ายเขื่อน

โดยเฉพาะช่วงวันที่ 1–2 ตุลาคม ซึ่งเป็นช่วงที่แผนระบุว่าจะเพิ่มการระบายจากประมาณ 115 ไปสู่ 230 และ 400 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที หากมีการเปลี่ยนแผนจากตัวเลขดังกล่าว ประชาชนริมแม่น้ำป่าสักควรได้รับการแจ้งเตือนใหม่ทันที

แหล่งข่าว: สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดลพบุรี / กรมชลประทาน / กรมอุตุนิยมวิทยา
เรียบเรียง: LOPBURITODAY