เชือก 2 เส้น ศรัทธา 2 อำเภอ — ชัก “พระศรีอริยเมตไตรย์” 8 กม. สืบมรดกวัดไลย์กว่า 100 ปี

ชาวท่าวุ้งและบ้านหมี่ร่วมจับเชือกชักตะเฆ่พระศรีอริยเมตไตรย์จำลอง จากวัดไลย์ผ่านชุมชนลุ่มน้ำบางขาม ไปถึงวัดเทพอำไพแล้วกลับวัดไลย์ ระยะทางรวม 8 กิโลเมตร ประเพณีที่สืบทอดกันมากว่า 100 ปี และได้รับการขึ้นบัญชีมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติเมื่อปี 2566 แต่สิ่งที่ทำให้มรดกยัง “มีชีวิต” ไม่ใช่เพียงชื่อในบัญชี หากคือคนสองอำเภอที่ยังออกแรงลากไปด้วยกันทุกปี
เช้าวันที่ 30 ตุลาคม 2569 หน้าวัดไลย์ ตำบลเขาสมอคอน อำเภอท่าวุ้ง ไม่ได้มีเพียงผู้คนที่มารอกราบพระ แต่มีเชือกเส้นใหญ่ 2 เส้น พาดออกมาจากตะเฆ่ ปลายเชือกคือมือของชาวบ้านจำนวนมาก
ทั้งหมดช่วยกันลากตะเฆ่ซึ่งประดิษฐาน รูปหล่อพระศรีอริยเมตไตรย์จำลอง เคลื่อนออกจากวัดไลย์ ผ่านบ้านท้ายไลย์ บ้านเสาธง ไปจนถึง วัดเทพอำไพ ตำบลบางขาม อำเภอบ้านหมี่
จากนั้นจึงชักกลับมายังวัดไลย์ รวมระยะทางไป–กลับประมาณ 8 กิโลเมตร นี่คือประเพณีแห่พระศรีอริยเมตไตรย์ วัดไลย์ เดือน 11 ประเพณีที่คนในลุ่มน้ำบางขามร่วมกันสืบทอดมานานกว่า 100 ปี และยังต้องอาศัย “แรงคน” เป็นส่วนหนึ่งของพิธีจนถึงวันนี้
ไม่มีล้อ — เพราะคนต้องช่วยกันลาก
หนึ่งในรายละเอียดที่ทำให้ขบวนนี้มีเอกลักษณ์คือ พระศรีอริยเมตไตรย์จำลองถูกประดิษฐานบน ตะเฆ่ชนิดไม่มีล้อ ด้านบนทำเป็นบุษบก มีหลังคาและฉัตร
ก่อนนำเชือกขนาดใหญ่สองเส้นผูกกับตะเฆ่ เปิดให้ประชาชนช่วยกันชักลากไปตามเส้นทาง รูปแบบนี้ปรากฏต่อเนื่องในงานแห่พระศรีอริยเมตไตรย์ของวัดไลย์หลายปี ทั้งในงานเดือน 6 และเดือน 11
ความหมายของขบวนจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าองค์พระเคลื่อนที่ไปได้ไกลเท่าไร แต่อยู่ที่ว่า ถ้าไม่มีคนจับเชือกพร้อมกัน ตะเฆ่ก็ไม่เคลื่อน ประเพณีนี้จึงแสดงคำว่า “ชุมชน” ออกมาในรูปธรรมอย่างชัดเจน
จากท่าวุ้งไปบ้านหมี่ — ประเพณีไม่ได้หยุดอยู่ในเขตอำเภอเดียว
อีกมิติที่น่าสนใจคือ เส้นทางของขบวนไม่ได้อยู่เฉพาะรอบวัดไลย์ การชักพระเดินทางออกจาก อำเภอท่าวุ้ง ไปเชื่อมกับพื้นที่ อำเภอบ้านหมี่ ปีนี้ปลายทางอยู่ที่วัดเทพอำไพ ตำบลบางขาม ก่อนกลับมายังวัดไลย์ รวมประมาณ 8 กิโลเมตร ตลอดเส้นทางจะมีชาวบ้านตั้งโรงทาน บางจุดจัดให้ขบวนหยุดเพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชน สรงน้ำ ปิดทอง และกราบนมัสการ
กล่าวได้ว่า พื้นที่ระหว่างวัดกับวัดไม่ได้เป็นเพียง “เส้นทางผ่าน” แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของพิธีทั้งหมด ตั้งแต่หน้าบ้าน ถนน ชุมชน ไปจนถึงวัดปลายทาง ทั้งหมดเชื่อมกันด้วยขบวนเดียว
หนึ่งปีแห่สองครั้ง
อีกลักษณะหนึ่งที่ไม่ค่อยพบในงานประเพณีทั่วไปคือ วัดไลย์จัดงานนมัสการและแห่พระศรีอริยเมตไตรย์ ปีละ 2 ครั้ง ครั้งแรกในช่วง ขึ้น 14 ค่ำ เดือน 6 และอีกครั้ง แรม 4 ค่ำ เดือน 11
ข้อมูลของจังหวัดยืนยันรูปแบบดังกล่าวต่อเนื่องหลายปี สำหรับรอบเดือน 11 ปี 2569 งานจัดระหว่างวันที่ 27–31 ตุลาคม รวม 5 วัน 5 คืน โดยวันที่ 30 ตุลาคมเป็นวันสำคัญของขบวนแห่ จึงทำให้ประเพณีเดียวกันมี “จังหวะ” ให้ชุมชนกลับมารวมตัวกันถึงสองครั้งในหนึ่งปี
เส้นทางไม่ได้เหมือนเดิมทุกครั้ง
รายละเอียดที่น่าสนใจอีกอย่างคือ ระยะทางและจุดหมายของขบวนอาจแตกต่างกันในแต่ละรอบ ตัวอย่างเช่น งานเดือน 6 ปี 2569 เส้นทางจากวัดไลย์ไปถึงวัดท้องคุ้งในอำเภอบ้านหมี่ มีระยะทางไป–กลับประมาณ 12 กิโลเมตร
ขณะที่รอบเดือน 11 ครั้งนี้ ข้อมูลผู้จัดระบุเส้นทางถึงวัดเทพอำไพ รวมไป–กลับ 8 กิโลเมตร จุดนี้ทำให้เห็นว่า สิ่งที่ถูกส่งต่ออาจไม่ใช่ “เส้นทางที่ต้องเหมือนเดิมทุกเมตร” แต่คือ รูปแบบพิธี ความศรัทธา และการมีส่วนร่วมของชุมชน ที่ยังคงแกนเดิมไว้
จากประเพณีชุมชน สู่มรดกภูมิปัญญาของชาติ
ในปี 2566 ประเพณีแห่พระศรีอริยเมตไตรย์ วัดไลย์ ได้รับการขึ้นบัญชีมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม อยู่ในสาขา แนวปฏิบัติทางสังคม พิธีกรรม ประเพณี และเทศกาล โดยได้รับการบันทึกเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่มีการปฏิบัติแพร่หลายในจังหวัดลพบุรี
การขึ้นบัญชีมีความหมายในแง่การรับรองคุณค่าของประเพณี แต่ไม่ได้หมายความว่าประเพณีจะคงอยู่ได้เองโดยอัตโนมัติ เพราะมรดกประเภทนี้ไม่มีตู้กระจกมาป้องกัน ไม่มีรั้วล้อมให้เดินชม สิ่งที่จะรักษามันไว้คือ คนที่รู้วิธีจัดขบวน คนที่รู้วิธีทำตะเฆ่ คนที่ตั้งโรงทาน คนที่ช่วยดูแลเส้นทาง คนที่รู้ว่าต้องหยุดที่ไหน และเด็กที่ได้เห็นว่าพ่อแม่หรือปู่ย่าของตัวเองกำลังจับเชือกทำอะไร
“มรดก” จะอยู่ต่อได้ ต้องมีคนรุ่นใหม่จับเชือก
คำถามสำคัญหลังได้รับการขึ้นทะเบียนจึงไม่ควรมีเพียงว่า ปีนี้มีผู้ร่วมงานกี่คน แต่ควรรู้ด้วยว่า คนที่ช่วยจัดงานมีอายุเฉลี่ยเท่าไร เยาวชนในเขาสมอคอนและบางขามเข้าใจความหมายของประเพณีมากน้อยแค่ไหน
ใครเป็นผู้สอนขั้นตอนการทำตะเฆ่และจัดขบวน มีการบันทึกเส้นทาง เพลง คำบอกเล่า หรือพิธีกรรมไว้หรือไม่ และมีคนรุ่นใหม่เข้ามารับบทบาทผู้จัดงานเพิ่มขึ้นหรือเปล่า เพราะการสืบสานที่แข็งแรงที่สุด ไม่ใช่การจัดงานเดิมซ้ำทุกปี แต่คือวันที่คนรุ่นหนึ่งสามารถส่งความรู้ให้คนรุ่นต่อไปได้โดยไม่ขาดช่วง
ลุ่มน้ำบางขามไม่ได้เป็นเพียงฉากหลัง
พระศรีอริยเมตไตรย์ วัดไลย์ ถูกเรียกในเอกสารของจังหวัดว่าเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์แห่ง “ลุ่มน้ำบางขาม” ชื่อดังกล่าวมีความหมายมากกว่าภูมิศาสตร์ เพราะเส้นทางของขบวนเชื่อมชุมชนหลายแห่งที่ตั้งอยู่ในพื้นที่เดียวกัน
คนจากท่าวุ้งกับบ้านหมี่จึงไม่ได้มาร่วมงานในฐานะ “นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาวัดหนึ่งแห่ง” แต่เป็นคนจากชุมชนที่มีประเพณีร่วมกัน นี่คือเหตุผลที่ภาพของคนช่วยกันดึงเชือกสองฝั่งมีความหมาย มันทำให้เส้นแบ่งเขตอำเภอบนแผนที่แทบไม่มีความสำคัญในวันนั้น
แล้ว “ทุนทางวัฒนธรรม” สร้างรายได้จริงเท่าไร?
จังหวัดมองงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมการท่องเที่ยวทางศาสนาและวัฒนธรรม และเคยระบุถึงการนำทุนทางวัฒนธรรมไปสร้างรายได้ให้ครอบครัวและชุมชน แนวคิดนี้มีโอกาสเกิดขึ้นได้จริง
เพราะงานจัดต่อเนื่องถึง 5 วัน มีผู้เดินทางเข้าพื้นที่ มีโรงทาน ร้านค้า สินค้าในชุมชน และกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่อง แต่ข้อมูลข่าวครั้งนี้ยังไม่ได้ระบุว่า มีนักท่องเที่ยวจำนวนเท่าไร ร้านค้าชุมชนเข้าร่วมกี่ราย ยอดจำหน่ายสินค้าเท่าไร ผู้มาเยือนพักค้างในพื้นที่หรือไม่ หรือเงินหมุนเวียนจากงาน 5 วันอยู่ที่ประมาณเท่าไร ตัวเลขเหล่านี้จะช่วยตอบว่า คำว่า “ทุนทางวัฒนธรรม” กำลังกลับมาเป็นรายได้ของคนในพื้นที่จริงมากน้อยแค่ไหน
แหล่งข้อมูล: สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดลพบุรี / กรมส่งเสริมวัฒนธรรม
เรียบเรียง: LOPBURITODAY




