สโตรกลพบุรีเพิ่มเป็น 3,431 ราย — แม้อัตราตายลด แต่ “รู้เร็ว–ถึงโรงพยาบาลเร็ว” ยังสำคัญทุกนาที

29 ตุลาคม วันหลอดเลือดสมองโลก ลพบุรีเปิดข้อมูลผู้ป่วยสโตรกปี 2569 จำนวน 3,431 ราย เพิ่มต่อเนื่องจาก 3,301 รายในปี 2567 ขณะที่อัตราตายลดเหลือ 10.47% แต่โรคนี้ยังเป็นภาวะฉุกเฉินที่รอไม่ได้ หากพบหน้าเบี้ยว แขนขาอ่อนแรง พูดไม่ชัด ตามัว หรือเสียการทรงตัว ต้องจำเวลาเริ่มอาการและโทร 1669 ทันที
วันที่ 29 ตุลาคม 2569 ซึ่งตรงกับวันหลอดเลือดสมองโลก โรงพยาบาลพระนารายณ์มหาราช จังหวัดลพบุรี เปิดนิทรรศการให้ความรู้เรื่องโรคหลอดเลือดสมอง ภายใต้โครงการ “แสงนำใจไทยทั้งชาติ เดิน วิ่ง ปั่น ป้องกันอัมพาต ครั้งที่ 12”
แต่ตัวเลขที่ควรหยุดอ่านไม่ได้อยู่ที่จำนวนบูธหรือจำนวนผู้ร่วมกิจกรรม อยู่ที่จำนวนผู้ป่วยในจังหวัดลพบุรี ปี 2567 — 3,301 ราย ปี 2568 — 3,324 ราย ปี 2569 — 3,431 ราย เท่ากับว่าในช่วง 2 ปี จำนวนผู้ป่วยที่รายงานเพิ่มขึ้น 130 ราย หรือประมาณ 3.9%
และเฉพาะจากปี 2568 มาปี 2569 เพิ่มอีก 107 ราย หรือประมาณ 3.2% นี่คือเหตุผลที่โรคหลอดเลือดสมองไม่ควรถูกพูดถึงเฉพาะวันที่ 29 ตุลาคมของทุกปี
คนป่วยเพิ่ม แต่อัตราตายลดลง
ข้อมูลของจังหวัดลพบุรียังมีอีกด้านหนึ่งที่น่าสนใจ อัตราตายจากโรคหลอดเลือดสมองอยู่ที่ 2567 — 13.00% 2568 — 13.25% 2569 — 10.47% หมายความว่า ปี 2569 อัตราตายลดลงจากปีก่อนหน้า 2.78 จุดเปอร์เซ็นต์
ตัวเลขนี้เป็นสัญญาณเชิงบวกในด้านผลลัพธ์การรักษา แต่ไม่ควรตีความว่าปัญหาสโตรกของลพบุรีลดลงแล้ว เพราะในเวลาเดียวกัน จำนวนผู้ป่วยกลับยังเพิ่มขึ้น
คำถามสำคัญจึงมีสองด้านพร้อมกัน ทำอย่างไรไม่ให้คนป่วยเพิ่ม และหากเกิดอาการแล้ว ทำอย่างไรให้ผู้ป่วยเข้าสู่ระบบรักษาเร็วที่สุด
สโตรกไม่ใช่โรคที่ “รอดูอาการพรุ่งนี้”
โรคหลอดเลือดสมองเกิดจากเลือดไปเลี้ยงสมองผิดปกติ ทั้งจากหลอดเลือดอุดตันหรือหลอดเลือดแตก และถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์
องค์การอนามัยโลกระบุว่า การรักษาอย่างรวดเร็วมีความสำคัญ เพราะเซลล์สมองสามารถเสียหายได้เมื่อเลือดไปเลี้ยงไม่เพียงพอ
สำหรับโรคหลอดเลือดสมองชนิดขาดเลือด ผู้ป่วยบางรายอาจเข้าเกณฑ์ได้รับยาละลายลิ่มเลือดภายในช่วงเวลาที่เหมาะสม หรือได้รับการรักษาด้วยการนำลิ่มเลือดออกตามข้อบ่งชี้
ดังนั้นคนรอบข้างไม่ควรรอให้ผู้ป่วย “นอนพักก่อน” “รอดูพรุ่งนี้” หรือ “ดูว่าเดี๋ยวจะหายเองไหม” เพราะเวลาที่เสียไปอาจหมายถึงเนื้อสมองที่เสียหายเพิ่มขึ้น
จำคำเดียวไว้ — BEFAST
กรมควบคุมโรคแนะนำให้ประชาชนสังเกตอาการตามหลัก B.E.F.A.S.T.
B — Balance
เสียการทรงตัว เดินเซ หรือเวียนศีรษะเฉียบพลัน
E — Eyes
ตามัว เห็นภาพซ้อน หรือการมองเห็นผิดปกติฉับพลัน
F — Face
หน้าเบี้ยว ปากเบี้ยว มุมปากตก หรือยิ้มไม่เท่ากัน
A — Arms
แขนหรือขาอ่อนแรง ชา หรือยกแขนข้างหนึ่งไม่ขึ้น
S — Speech
พูดไม่ชัด พูดไม่ได้ หรือสื่อสารผิดปกติอย่างฉับพลัน
T — Time
จำเวลาที่เริ่มมีอาการ และ โทร 1669 ทันที
ที่สำคัญ แม้อาการจะดีขึ้นเองก็ยังควรได้รับการประเมิน เพราะอาการชั่วคราวอาจเป็นสัญญาณเตือนของภาวะหลอดเลือดสมองชั่วคราว หรือ TIA ได้
“ป้องกันได้ 90%” ไม่ได้หมายความว่าออกกำลังกายแล้วจะไม่เป็นแน่นอน
นิทรรศการในลพบุรีใช้สารสำคัญว่าโรคหลอดเลือดสมองสามารถป้องกันได้ถึงประมาณ 90% แนวคิดนี้สอดคล้องกับข้อมูลของ World Stroke Organization ที่ระบุว่า สโตรกจำนวนมากสามารถป้องกันได้ด้วยการจัดการปัจจัยเสี่ยงที่ปรับเปลี่ยนได้
แต่คำว่า “ป้องกันได้” ไม่ได้แปลว่าบุคคลหนึ่งคนสามารถลดความเสี่ยงเป็นศูนย์ เพราะยังมีปัจจัยที่เปลี่ยนไม่ได้ เช่น อายุ พันธุกรรม หรือประวัติการเจ็บป่วยบางอย่าง สิ่งที่เราจัดการได้คือความเสี่ยงสำคัญ เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง การสูบบุหรี่ น้ำหนักเกิน การไม่ออกกำลังกาย อาหารเค็ม การดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป รวมถึงโรคหัวใจบางชนิด
WHO ระบุว่า ความดันโลหิตสูงเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สุดของโรคหลอดเลือดสมอง และการควบคุมความดัน การออกกำลังกาย การกินอาหารเหมาะสม และการควบคุมโรคประจำตัวสามารถลดความเสี่ยงได้
งานวิ่ง 5 กม. วันที่ 1 พ.ย. — แต่สุขภาพไม่ได้จบที่เส้นชัย
กิจกรรมของลพบุรีไม่ได้จบที่นิทรรศการ จังหวัดยังเตรียมจัดกิจกรรมเดิน–วิ่งเพื่อสุขภาพ ระยะทาง 5 กิโลเมตร ในวันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน 2569 เวลา 05.30 น. ที่สนามกระโดดร่มพัชรกิติยาภา–ห้วยกระแทก อำเภอเมืองลพบุรี
กิจกรรมใช้แนวคิด “สโตรก 4 โรค 6 พฤติกรรม รู้แล้วทำ ป้องกันได้” ขณะที่นิทรรศการให้ความรู้เปิดระหว่างวันที่ 26 ตุลาคม–1 พฤศจิกายน ที่โรงพยาบาลพระนารายณ์มหาราช และโรงพยาบาลประจำอำเภอ
แต่การเดินหรือวิ่งหนึ่งครั้งไม่ได้ทำให้ความเสี่ยงสโตรกลดลงทันที WHO แนะนำกิจกรรมทางกายระดับปานกลางอย่างน้อยประมาณ 150 นาทีต่อสัปดาห์ ควบคู่กับการควบคุมความดัน เบาหวาน ไขมัน อาหาร และพฤติกรรมเสี่ยงอื่น ๆ
ดังนั้นเส้นชัยจริงของงานนี้ไม่ควรอยู่ที่ระยะ 5 กิโลเมตร แต่อยู่ที่ว่า หลังวันที่ 1 พฤศจิกายน คนที่เข้าร่วมงานจะเปลี่ยนการออกกำลังกายให้เป็นกิจวัตรได้หรือไม่
ตัวเลข 3,431 รายควรพาเราไปไกลกว่าการรณรงค์ปีละครั้ง
ข้อมูลของจังหวัดทำให้เห็นภาพที่น่าสนใจพร้อมกันสองด้าน ผู้ป่วยเพิ่มขึ้น แต่ สัดส่วนการเสียชีวิตลดลง สิ่งที่ควรถามต่อจึงไม่ใช่เพียงว่าปีหน้าจะจัดงานเดิน–วิ่งอีกหรือไม่ แต่ควรรู้ว่า
ผู้ป่วย 3,431 รายกระจายอยู่ในอำเภอใดมากที่สุด ช่วงอายุใดมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โรคประจำตัวใดพบมากที่สุดในผู้ป่วยสโตรกลพบุรี ผู้ป่วยมาถึงโรงพยาบาลภายในช่วงเวลาที่เหมาะสมกี่เปอร์เซ็นต์ มีผู้ป่วยได้รับ Stroke Fast Track กี่ราย
และการลดอัตราตายจาก 13.25% เหลือ 10.47% เกิดจากปัจจัยใดบ้าง เพราะคำตอบเหล่านี้จะทำให้รู้ว่า ลพบุรีควรทุ่มทรัพยากรไปที่ การป้องกัน การคัดกรอง หรือ การทำให้ผู้ป่วยเข้าสู่โรงพยาบาลเร็วขึ้น
ก่อนจำตัวเลข 3,431 ขอให้จำ BEFAST ให้ได้ก่อน
คนทั่วไปอาจจำไม่ได้ว่า ปีนี้ลพบุรีมีผู้ป่วยสโตรก 3,431 ราย ไม่เป็นไร แต่อย่างน้อยควรจำให้ได้ว่า เดินเซฉับพลัน ตามัวฉับพลัน หน้าเบี้ยว แขนอ่อนแรง พูดไม่ชัด คืออาการที่ไม่ควรรอดูเองที่บ้าน
ให้จำเวลาที่เริ่มมีอาการ และโทร 1669 เพราะสำหรับโรคหลอดเลือดสมอง รู้เร็วมีประโยชน์ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือ รู้แล้วต้องรีบทำ
แหล่งข้อมูล: สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดลพบุรี / กระทรวงสาธารณสุข / กรมควบคุมโรค / WHO / World Stroke Organization
เรียบเรียง: LOPBURITODAY




