ก่อนถึงโรงพยาบาล ทุกนาทีคือการตัดสินใจ — เปิด 5 ทักษะที่ “นายสิบเหล่าแพทย์” ต้องฝึกในลพบุรี

โรงพยาบาลอานันทมหิดลและโรงเรียนเสนารักษ์ กรมแพทย์ทหารบก สาธิตการช่วยชีวิตผู้บาดเจ็บจากการสู้รบ ผ่าน 5 สถานี ตั้งแต่ควบคุมเลือดออก ดูแลทางเดินหายใจ บาดเจ็บทรวงอก การเคลื่อนย้ายและตรึงเชิงกราน ไปจนถึงการประเมินแบบ MARCH ซึ่งจัดลำดับภาวะคุกคามชีวิตก่อนหลังภายใต้ข้อจำกัดของพื้นที่ เวลา และความกดดัน
ถ้าผู้บาดเจ็บเสียเลือดอย่างรุนแรง หายใจไม่สะดวก มีบาดแผลทรวงอก และยังต้องถูกเคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่ คำถามแรกอาจไม่ใช่ว่า “โรงพยาบาลอยู่ที่ไหน?” แต่คือ “ใครจะช่วยประคองชีวิตเขาไว้ จนกว่าจะถึงโรงพยาบาล?”
นั่นคือหนึ่งในโจทย์ของนักเรียนนายสิบทหารบกเหล่าแพทย์ ที่โรงเรียนเสนารักษ์ กรมแพทย์ทหารบก ภายในโรงพยาบาลอานันทมหิดล ตำบลเขาสามยอด อำเภอเมืองลพบุรี การสาธิตครั้งล่าสุดแบ่งทักษะออกเป็น 5 สถานีหลัก ทุกสถานีมีเป้าหมายเดียวกัน
คือฝึกให้ผู้ปฏิบัติสามารถประเมินสถานการณ์ ตัดสินใจ และช่วยเหลือผู้บาดเจ็บได้อย่างเป็นระบบ แม้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีเวลาและทรัพยากรจำกัด
สถานีที่ 1 — หยุด “เลือดออกมาก” ให้เร็วที่สุด
สถานีแรกฝึกการควบคุมเลือดออกอย่างรุนแรง ทั้งการใช้ สายรัดห้ามเลือด หรือ Tourniquet และวัสดุช่วยห้ามเลือดทางยุทธวิธี เหตุผลที่เรื่องนี้ถูกนำขึ้นมาก่อน ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
แนวทาง Tactical Combat Casualty Care หรือ TCCC ใช้หลัก MARCH ในการจัดลำดับความสำคัญของการช่วยเหลือ โดย M ตัวแรกหมายถึง Massive Hemorrhage — ภาวะเลือดออกอย่างรุนแรง
เอกสารของกองทัพสหรัฐฯ ระบุว่า การเสียเลือดรุนแรงเป็นหนึ่งในสาเหตุการเสียชีวิตที่อาจป้องกันได้ในสนามรบ จึงต้องได้รับการประเมินและจัดการก่อนปัญหาหลายอย่างที่ตามมา
พูดง่าย ๆ คือ ก่อนคิดเรื่องการเคลื่อนย้าย ก่อนคิดเรื่องแผลอื่น ต้องถามก่อนว่า “มีเลือดออกที่กำลังคุกคามชีวิตหรือไม่?”
สถานีที่ 2 — ถ้าหายใจไม่ได้ เรื่องอื่นก็รอไม่ได้เหมือนกัน
สถานีต่อมาคือการดูแล ทางเดินหายใจ ในการสาธิต นักเรียนฝึกการใช้อุปกรณ์เปิดทางเดินหายใจทางจมูก หรือ Nasopharyngeal Airway ตามหลัก MARCH ตัว A หมายถึง Airway คือการประเมินว่าผู้บาดเจ็บยังมีทางเดินหายใจที่เปิดโล่งและสามารถหายใจได้หรือไม่
แนวคิดไม่ได้มีไว้ให้ประชาชนทั่วไปนำอุปกรณ์เหล่านี้ไปใช้เอง แต่เป็นทักษะเฉพาะสำหรับบุคลากรที่ผ่านการฝึก เพราะการเลือกอุปกรณ์และวิธีดูแลขึ้นอยู่กับสภาพผู้บาดเจ็บและสถานการณ์จริง
สถานีที่ 3 — บาดแผลทรวงอกอาจมองเห็นไม่หมดจากภายนอก
อีกสถานีหนึ่งจำลองการดูแลผู้บาดเจ็บบริเวณทรวงอก มีการใช้ แผ่นปิดแผลหน้าอกแบบมีวาล์ว หรือ Vented Chest Seal รวมถึงการสาธิตการระบายลมในช่องอกกับหุ่นฝึก ใน MARCH ขั้น R คือ Respiration
ครอบคลุมการประเมินปัญหาการหายใจและบาดเจ็บทรวงอกที่อาจเป็นอันตรายต่อชีวิต โดยเฉพาะหัตถการประเภทการเจาะระบายลมในช่องอก เป็นหัตถการทางการแพทย์ที่ต้องอาศัยการฝึกและข้อบ่งชี้ที่เหมาะสม ไม่ใช่วิธีปฐมพยาบาลที่ประชาชนควรทดลองทำเอง
สถานีที่ 4 — ช่วยชีวิตแล้ว ต้องพาคนเจ็บออกมาให้ได้ด้วย
การฝึกไม่ได้หยุดเมื่อควบคุมภาวะฉุกเฉินได้ นักเรียนยังต้องฝึก การเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บด้วยเปลสนาม และ การตรึงบริเวณเชิงกราน หรือ Pelvic Binding
เพราะผู้บาดเจ็บที่สงสัยว่ามีกระดูกเชิงกรานเสียหายอาจมีการเสียเลือดภายในได้ ขณะเดียวกันการเคลื่อนย้ายผิดวิธีอาจเพิ่มอันตรายหรือสร้างปัญหาใหม่ จึงต้องคิดทั้ง การช่วยชีวิต และ การส่งต่ออย่างปลอดภัย ไปพร้อมกัน
สถานีที่ 5 — เอาทุกอย่างมารวมเป็น “MARCH”
สถานีสุดท้ายไม่ใช่ทักษะใหม่หนึ่งอย่าง แต่คือการให้นักเรียน เอาทุกทักษะมาประกอบกัน ภายใต้หลัก
M — Massive Hemorrhage
เลือดออกอย่างรุนแรง
A — Airway
ทางเดินหายใจ
R — Respiration
การหายใจและทรวงอก
C — Circulation
การไหลเวียนเลือดและภาวะช็อก
H — Head injury / Hypothermia
การบาดเจ็บศีรษะและการป้องกันภาวะอุณหภูมิกายต่ำ
เอกสารทางการแพทย์ทหารหลายระบบใช้ MARCH เป็นกรอบช่วยจำลำดับภาวะคุกคามชีวิต เพื่อให้ผู้ปฏิบัติไม่ถูกสถานการณ์ที่ซับซ้อนดึงความสนใจไปจากปัญหาที่เร่งด่วนที่สุด และนี่คือหัวใจของการฝึก ไม่ใช่เพียงว่า “ทำแต่ละทักษะเป็นหรือไม่” แต่คือ “เมื่อมีหลายปัญหาเกิดพร้อมกัน รู้หรือไม่ว่าจะทำอะไรก่อน?”
ทำไมต้องฝึกภายใต้ “ความกดดัน”?
ในห้องเรียน ผู้ฝึกอาจมีเวลา มีแสงสว่าง มีอุปกรณ์ครบ และรู้ล่วงหน้าว่าจะเจอโจทย์อะไร แต่สถานการณ์จริงอาจตรงกันข้าม พื้นที่ไม่ปลอดภัย เสียงรบกวน ข้อมูลไม่ครบ ผู้บาดเจ็บมากกว่าหนึ่งคน อุปกรณ์จำกัด และต้องตัดสินใจภายในเวลาอันสั้น
แนวทาง TCCC จึงให้ความสำคัญกับทั้งทักษะทางการแพทย์และบริบทของสถานการณ์ ไม่ใช่เพียงการรักษาตามตำราภายในห้องฉุกเฉิน
โรงเรียนเสนารักษ์เองก็มีการฝึกภาคสนามนักเรียนนายสิบทหารบกเหล่าแพทย์ในเดือนกันยายน 2569 โดยระบุว่าเป็นการฝึกแก้ปัญหาการบริการทางการแพทย์ในสถานการณ์ภาคสนาม ซึ่งสะท้อนว่าการฝึกปฏิบัติเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมกำลังพล ไม่ใช่การสาธิตเฉพาะวันตรวจเยี่ยม
ลพบุรีกับ “เสนารักษ์” มีเรื่องราวยาวกว่าที่หลายคนรู้
อีกเหตุผลที่เรื่องนี้น่าสนใจสำหรับคนลพบุรี คือเมืองนี้มีประวัติศาสตร์เชื่อมกับการแพทย์ทหารมานาน ข้อมูลประวัติศาสตร์การแพทย์ไทยระบุว่า กองทัพบกตั้ง โรงเรียนนายสิบเสนารักษ์ใน พ.ศ. 2479 ก่อนที่โรงพยาบาลอานันทมหิดลจะเปิดดำเนินการที่ลพบุรีใน พ.ศ. 2481 และต่อมาพื้นที่นี้ยังมีบทบาทด้านการฝึกและผลิตบุคลากรทางการแพทย์ทหารหลายช่วงเวลา
ดังนั้นภาพนักเรียนนายสิบเหล่าแพทย์กำลังฝึก MARCH ในปี 2569 จึงไม่ใช่เพียงภาพของหลักสูตรหนึ่ง แต่ต่ออยู่กับประวัติศาสตร์การแพทย์ทหารในลพบุรีที่มีรากมายาวนานหลายทศวรรษ
แล้วคนทั่วไปควรรู้อะไรจากเรื่องนี้?
ประชาชนไม่จำเป็นต้องรู้วิธีใช้เครื่องมือทุกชิ้นที่นายสิบเหล่าแพทย์ฝึก และบางหัตถการไม่ควรทำโดยผู้ที่ไม่ได้รับการฝึก แต่สิ่งที่คนทั่วไปเรียนรู้ได้จากแนวคิด MARCH คือ เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน อย่าหลงไปจัดการเรื่องที่ไม่เร่งด่วนก่อนภาวะคุกคามชีวิต
สำหรับประชาชนทั่วไป สิ่งสำคัญยังคงเป็น การประเมินความปลอดภัยของพื้นที่ ขอความช่วยเหลือ โทร 1669 และให้การปฐมพยาบาลเฉพาะในขอบเขตที่ตนเองได้รับการฝึกมา ส่วนเครื่องมือและหัตถการเฉพาะทางในการสาธิตครั้งนี้ เป็นทักษะสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ทหารที่ต้องฝึกจนเกิดความชำนาญ
จาก “ทำได้” ไปสู่ “ทำได้เมื่อกดดัน”
การสาธิต 5 สถานีจึงไม่ได้มีเป้าหมายเพียงให้นักเรียนสอบผ่านทักษะ แต่ต้องการให้ผู้สำเร็จการศึกษาสามารถ คิดเป็น จัดลำดับเป็น ลงมือได้ และ ทำงานเป็นทีม
ในสถานการณ์ที่ความผิดพลาดเพียงไม่กี่นาทีอาจเปลี่ยนผลลัพธ์ของผู้บาดเจ็บ สำหรับ OPBURITODAY ประเด็นที่น่าติดตามต่อคือ นักเรียนนายสิบเหล่าแพทย์แต่ละรุ่นต้องผ่านการฝึกสถานการณ์จำลองกี่ชั่วโมง
ใช้เกณฑ์ใดประเมินว่ามีความพร้อมก่อนจบการศึกษา มีการจำลองสถานการณ์กลางคืน พื้นที่จำกัด หรือผู้บาดเจ็บหลายรายหรือไม่ และเมื่อจบหลักสูตรแล้ว บุคลากรเหล่านี้ถูกกระจายไปปฏิบัติหน้าที่ที่ใดบ้าง
เพราะบทเรียนสำคัญของการแพทย์ฉุกเฉินในสนามไม่ได้อยู่ที่การจำชื่ออุปกรณ์ได้ แต่อยู่ที่ว่า เมื่อมีคนเจ็บอยู่ตรงหน้า จะรู้หรือไม่ว่าอะไรต้องทำก่อน
แหล่งข้อมูล: สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดลพบุรี / โรงเรียนเสนารักษ์ กรมแพทย์ทหารบก / เอกสาร TCCC และประวัติศาสตร์การแพทย์ไทย
เรียบเรียง: LOPBURITODAY




