ศูนย์ฝึกลพบุรีดูแลเยาวชน 21 ราย เติมอาชีพ–ทักษะชีวิต เตรียมกลับคืนสังคม

รองประธานคณะกรรมการกองทุนกำลังใจในพระดำริฯ ลงพื้นที่ศูนย์ฝึกและอบรมเยาวชนและครอบครัวจังหวัดลพบุรี ติดตามโครงการฟื้นฟูเด็กและเยาวชนในกระบวนการยุติธรรม ปัจจุบันมีเยาวชนชายและหญิงรวม 21 ราย พร้อมฝึกทั้งอาชีพ การศึกษา เกษตร และทักษะชีวิต เพื่อเตรียมกลับสู่ครอบครัว สถานศึกษา และการทำงาน
วันที่ 16 กันยายน 2569 พลอากาศเอก สมคิด สุขบาง รองประธานคณะกรรมการกองทุนกำลังใจในพระดำริฯ เดินทางไปยังศูนย์ฝึกและอบรมเยาวชนและครอบครัวจังหวัดลพบุรี ตำบลพัฒนานิคม อำเภอพัฒนานิคม เพื่อติดตามการดำเนิน “โครงการบูรณาการเครือข่ายหน่วยงานการปฏิบัติและแก้ไขบำบัดฟื้นฟูเด็กและเยาวชน ที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ในฐานะผู้กระทำผิดและผู้เสียหายด้วยความเสมอภาค”
โครงการดังกล่าวสนองพระดำริสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยมุ่งพัฒนาเด็กและเยาวชนที่อยู่ในสถานพินิจและศูนย์ฝึกอบรม ให้สามารถกลับไปใช้ชีวิตในสังคมได้ มีโอกาสศึกษาต่อ และมีช่องทางประกอบอาชีพภายหลังออกจากกระบวนการฟื้นฟู
ปัจจุบันมีเยาวชน 21 ราย ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องคดียาเสพติด
ข้อมูลจากสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดลพบุรีระบุว่า ปัจจุบันศูนย์ฝึกและอบรมเยาวชนและครอบครัวจังหวัดลพบุรีมีเด็กและเยาวชนชายและหญิงรวม 21 ราย และส่วนใหญ่เข้าสู่กระบวนการจากความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด
ศูนย์ฝึกได้นำแนวทางของโครงการกำลังใจในพระดำริฯ มาปรับใช้กับการแก้ไข บำบัด และฟื้นฟู เพื่อให้เด็กและเยาวชนสามารถกลับไปอยู่กับครอบครัว เรียนต่อ หรือเริ่มต้นประกอบอาชีพ โดยเน้นการสร้างทักษะที่นำไปใช้ได้จริงหลังออกจากศูนย์ฝึก
ตั้งแต่หมูสะเต๊ะ–ทองม้วน ถึงช่างเชื่อมและซ่อมเครื่องยนต์
กิจกรรมฝึกอาชีพที่ดำเนินการมีหลายรูปแบบ เช่น การทำหมูสะเต๊ะ การทำขนมทองม้วน การทำแพรแถบย่อและปลอกแขนไว้ทุกข์ การตัดผม การซักอบรีด การปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ การเพาะถั่วงอก การทำเกลือสปา สบู่ และน้ำมันหอมระเหย
นอกจากนี้ยังมีหลักสูตรฝึกอาชีพระยะสั้น เช่น การเชื่อมสแตนเลสด้วยเครื่องเชื่อมไฟฟ้า การซ่อมเครื่องยนต์เล็ก การทำสีรถจักรยานยนต์ และการดูแลสนามกอล์ฟ
อีกพื้นที่หนึ่งคือศูนย์การเรียนรู้ศาสตร์พระราชาด้านนอกศูนย์ฝึก ซึ่งเปิดให้เด็กและเยาวชนลงมือปฏิบัติจริงตามแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่ ผ่านกิจกรรมอย่าง “ปลูกดิน ปลูกใจ” เพื่อเสริมสร้างทั้งทักษะชีวิตและการวางเป้าหมายหลังกลับคืนสู่สังคม
คำถามสำคัญคือ ฝึกแล้วไปต่อได้จริงแค่ไหน
การมีหลักสูตรฝึกอาชีพถือเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการฟื้นฟู แต่ผลที่ประชาชนควรติดตามต่อคือ เมื่อเด็กและเยาวชนออกจากศูนย์แล้ว สามารถกลับเข้าสู่การศึกษา หางาน หรือประกอบอาชีพได้จริงมากน้อยเพียงใด
รวมถึงอัตราการกลับมากระทำผิดซ้ำหลังผ่านโครงการ ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่าการฟื้นฟูสามารถสร้างทางเลือกใหม่ให้เด็กและเยาวชนได้มากเพียงใด
ข่าวประชาสัมพันธ์ต้นทางยังไม่ได้ระบุ จำนวนเยาวชนที่เคยผ่านโครงการแล้วกลับไปศึกษาต่อหรือมีงานทำ อัตราการกระทำผิดซ้ำ ระยะเวลาติดตามหลังออกจากศูนย์ งบประมาณของโครงการ รวมถึงจำนวนหน่วยงานหรือสถานประกอบการที่รับช่วงต่อด้านการศึกษาและการจ้างงาน
ถ้าจะวัดความสำเร็จ ต้องดูหลังออกจากศูนย์ฝึก
สิ่งที่น่าติดตามจากนี้จึงไม่ใช่เพียงจำนวนหลักสูตรหรือกิจกรรมที่เปิดให้เยาวชนเรียนรู้ แต่คือการเชื่อมต่อหลังออกจากศูนย์ เช่น มีสถานศึกษารองรับหรือไม่ มีนายจ้างหรือเครือข่ายอาชีพรับต่อหรือไม่ ครอบครัวได้รับการเตรียมความพร้อมเพียงใด และมีระบบติดตามช่วยเหลือเด็กในช่วงเริ่มกลับไปใช้ชีวิตตามปกติอย่างไร
เพราะเป้าหมายของการฟื้นฟูจะเห็นผลชัดที่สุดเมื่อเด็กและเยาวชนสามารถ กลับบ้าน เรียนต่อ มีงานทำ และไม่หวนกลับเข้าสู่เส้นทางเดิม
การติดตามครั้งนี้มีนายวีรพงศ์ ฤทธิ์รอด ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี นายชัยพรรษ เสริมสุวรรณ อธิบดีผู้พิพากษาภาค 1 นางสาวสุพจี รุ่งโรจน์ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดลพบุรี พร้อมผู้บริหารกระทรวงยุติธรรม คณะอัยการ ผู้พิพากษาสมทบ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม
แหล่งข่าว: สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดลพบุรี
เรียบเรียง: LOPBURITODAY




