เขื่อนป่าสักเตรียมเพิ่มระบายน้ำ 30 ก.ย. คาดน้ำสูงขึ้น 3.5–4 เมตร — อีกด้านเจ้าพระยาเตือน 3 จังหวัดรับน้ำเหนือ

กรมชลประทานออกประกาศเตือนสถานการณ์น้ำ 2 พื้นที่ในวันที่ 28 กันยายน 2569 เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์เตรียมทยอยเพิ่มการระบายน้ำถึง 400 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีในวันที่ 2 ตุลาคม โดยคาดว่าระดับแม่น้ำป่าสักจะสูงขึ้นประมาณ 3.50–4.00 เมตร ขณะที่เหนือเขื่อนเจ้าพระยามีแนวโน้มรับน้ำเพิ่ม จึงแจ้งเตือนนครสวรรค์ อุทัยธานี และชัยนาทให้เฝ้าระวัง ทั้งสองประกาศเป็นคนละสถานการณ์ที่ต้องติดตามแยกกัน
วันที่ 28 กันยายน 2569 กรมชลประทานมีประกาศเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำสองพื้นที่สำคัญ ได้แก่ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จังหวัดลพบุรี และเขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท แม้ทั้งสองประกาศเกิดขึ้นในวันเดียวกัน แต่มีความแตกต่างทั้งด้านพื้นที่ ผลกระทบ และวิธีการบริหารน้ำ
สำหรับคนลพบุรี ประเด็นที่เกี่ยวข้องโดยตรงคือ การเตรียมเพิ่มการระบายน้ำจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน ส่วนประกาศเขื่อนเจ้าพระยาเป็นการแจ้งเตือนพื้นที่เหนือเขื่อนในสามจังหวัด ซึ่งต้องอ่านแยกจากสถานการณ์แม่น้ำป่าสัก
เขื่อนป่าสักมีน้ำ 96.49% เตรียมระบายเพิ่มเป็นขั้นบันได
นายวศวรรธน์ นาคนวล ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาป่าสักชลสิทธิ์ ลงนามประกาศแจ้งเตือนฉบับที่ 1 วันที่ 28 กันยายน ข้อมูลเวลา 06.00 น. ระบุว่า เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีน้ำเก็บกัก 840.94 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 96.49% ของความจุ
ขณะนั้นมีน้ำไหลเข้าอ่างในอัตรา 737.78 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แต่ระบายน้ำออก 25.07 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
กรมชลประทานประเมินว่า ในช่วงเจ็ดวันข้างหน้าจะมีน้ำไหลเข้าอ่างเพิ่มเติมรวมประมาณ 373.22 ล้านลูกบาศก์เมตร จึงเตรียมเพิ่มการระบายน้ำเพื่อควบคุมปริมาณน้ำในอ่างให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม
กำหนดเพิ่มการระบายน้ำ
แผนตามประกาศฉบับที่ 1 • 28 ก.ย. 2569 30 กันยายน เริ่มเพิ่มการระบาย 115 ลบ.ม./วินาที 1 ตุลาคม เพิ่มการระบายต่อเนื่อง 230 ลบ.ม./วินาที 2 ตุลาคม อัตราตามแผนขั้นสุดท้าย 400 ลบ.ม./วินาที
น้ำจะสูงขึ้น 3.50–4.00 เมตร แต่ชลประทานคาดว่ายังอยู่ในลำน้ำ
ประกาศระบุว่า การเพิ่มอัตราระบายน้ำจะทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำป่าสักสูงขึ้นจากระดับปัจจุบันประมาณ 3.50–4.00 เมตร
กรมชลประทานประเมินว่า ระดับน้ำที่เพิ่มขึ้นยังคงอยู่ภายในลำน้ำ ไม่เกิดสภาวะน้ำล้นตลิ่งตามแผนการระบายที่แจ้งไว้
แต่มีข้อควรเข้าใจสองเรื่อง ประการแรก ตัวเลข 3.50–4.00 เมตรเป็นค่าประมาณตามประกาศ ไม่ควรนำไปสรุปว่าระดับน้ำจะเพิ่มเท่ากันทุกจุดของแม่น้ำป่าสัก
ประการที่สอง การประเมินว่าน้ำยังอยู่ในลำน้ำ ไม่ได้หมายความว่าประชาชนที่มีทรัพย์สินอยู่บริเวณริมน้ำจะไม่มีความเสี่ยง
สิ่งของที่อยู่ในระดับต่ำ เรือที่ผูกจอดอยู่ริมฝั่ง ตลอดจนเครื่องมือการเกษตรและสิ่งปลูกสร้างใกล้ขอบน้ำ อาจได้รับผลกระทบจากระดับน้ำที่สูงขึ้นได้ จึงควรขยับสิ่งของไปยังบริเวณที่ปลอดภัย และติดตามประกาศฉบับต่อไปอย่างใกล้ชิด
อีกประกาศหนึ่ง — เขื่อนเจ้าพระยาเตือนพื้นที่เหนือเขื่อน
ในวันเดียวกัน กรมชลประทานออกประกาศสถานการณ์น้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยา ฉบับที่ 2 ข้อมูลเวลา 06.00 น. ระบุว่าสถานี C.2 จังหวัดนครสวรรค์ มีน้ำไหลผ่าน 1,904 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และคาดว่าอาจเพิ่มเป็น 2,000–2,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
เมื่อรวมปริมาณน้ำจากลำน้ำสาขา กรมชลประทานประเมินว่าอาจมีน้ำไหลมาถึงบริเวณเขื่อนเจ้าพระยาประมาณ 2,200–2,400 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
เนื่องจากพื้นที่ตอนล่างของแม่น้ำเจ้าพระยายังมีน้ำท่วมขัง กรมชลประทานจึงมีแนวทางชะลอน้ำไว้ในพื้นที่ว่างเหนือเขื่อนเป็นการชั่วคราว เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อพื้นที่ตอนล่าง ผลที่ต้องเฝ้าระวังคือระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยประกาศระบุว่าจะควบคุมไม่ให้เกินระดับ +18.00 เมตร รทก.
ตัวเลขนี้หมายถึงระดับความสูงเทียบกับระดับทะเลปานกลาง ไม่ใช่ระดับน้ำที่จะเพิ่มขึ้นอีก 18 เมตร พื้นที่ที่ประกาศฉบับนี้ระบุให้เฝ้าระวังคือ นครสวรรค์ อุทัยธานี และชัยนาท โดยเฉพาะพื้นที่ริมแม่น้ำและพื้นที่ลุ่มต่ำ
ปริมาณน้ำไหลเข้า ไม่ใช่อัตราระบายน้ำท้ายเขื่อน
จุดนี้สำคัญ เพราะอาจทำให้ผู้ติดตามข่าวเข้าใจผิดได้ ตัวเลข 2,200–2,400 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เป็นการคาดการณ์ปริมาณน้ำที่อาจไหลมาถึงเขื่อนเจ้าพระยา ไม่ใช่ประกาศว่าจะระบายน้ำท้ายเขื่อนในอัตราเดียวกัน
ข้อมูลกรมชลประทานช่วงเช้าวันที่ 28 กันยายน ระบุอัตราระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาที่ 1,950 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ต่อมาเวลา 12.00 น. มีรายงานว่าปรับการระบายเป็น 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีแล้ว
แล้วน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาจะกระทบบ้านหมี่หรือไม่?
คำถามนี้สำคัญสำหรับคนลพบุรี โดยเฉพาะพื้นที่ที่กำลังติดตามระดับน้ำในคลองชัยนาท–ป่าสัก
แต่จากประกาศสองฉบับนี้ ยังไม่สามารถระบุได้ว่าการบริหารน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาจะทำให้พื้นที่ใดในบ้านหมี่มีระดับน้ำเปลี่ยนแปลงเท่าไร
เพราะการจะประเมินผลกระทบต่อคลองชัยนาท–ป่าสัก ต้องทราบข้อมูลเพิ่มเติมจากชลประทาน เช่น ปริมาณน้ำที่รับเข้าคลอง ระดับน้ำในคลอง และการบริหารประตูระบายน้ำแต่ละจุด
สำหรับคนบ้านหมี่ สิ่งที่ควรติดตามต่อยังเป็นประกาศระดับพื้นที่จากโครงการชลประทานลพบุรี อำเภอ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ก่อนวันที่ 30 กันยายน ประชาชนควรเตรียมตัวอะไร?
สำหรับผู้ที่อยู่ริมแม่น้ำป่าสัก ควรสำรวจสิ่งของที่อยู่ใกล้ระดับน้ำปัจจุบัน รวมถึงทางเดินริมน้ำ เรือ และอุปกรณ์ทางการเกษตร พร้อมเตรียมย้ายไปจุดที่ปลอดภัยหากระดับน้ำเพิ่มขึ้น
ส่วนประชาชนในพื้นที่เหนือเขื่อนเจ้าพระยาที่ได้รับประกาศเตือน ควรติดตามระดับน้ำริมฝั่งและประกาศของจังหวัด โดยเฉพาะผู้ประกอบกิจการในลำน้ำ เช่น แพร้านอาหารและงานก่อสร้างริมแม่น้ำ
หากมีน้ำเพิ่มขึ้นรวดเร็วหรือได้รับคำสั่งอพยพจากเจ้าหน้าที่ ให้ปฏิบัติตามคำแนะนำในพื้นที่ทันที
สิ่งสำคัญที่สุดคืออย่าใช้ประกาศฉบับวันที่ 28 กันยายนเป็นคำยืนยันสถานการณ์ของทุกวันหลังจากนี้ เพราะทั้งปริมาณน้ำไหลเข้าและแผนระบายอาจเปลี่ยนตามสถานการณ์จริง
แหล่งข่าว: โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาป่าสักชลสิทธิ์ / กรมชลประทาน / สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดลพบุรี
เรียบเรียง: LOPBURITODAY




