จาก “ชัยบาดาล” ถึงศูนย์ดวงตา — ภารกิจส่งต่อการมองเห็น ที่ทุกนาทีมีความหมาย

ครอบครัวผู้เสียชีวิตที่โรงพยาบาลชัยบาดาลตัดสินใจบริจาคดวงตา ทีมประสานงาน รพ.พระนารายณ์มหาราชจึงเข้าช่วยให้คำปรึกษา จัดเก็บ และนำส่งศูนย์ดวงตาสภากาชาดไทย ขณะที่กระบวนการบริจาคดวงตาต้องทำอย่างรวดเร็วหลังเสียชีวิต และประเทศไทยยังมีผู้ป่วยมากกว่า 13,000 รายรอปลูกถ่ายกระจกตา — เรื่องนี้จึงไม่ได้มีเพียง “ผู้ให้” แต่ต้องมีเครือข่ายโรงพยาบาลที่พร้อมส่งต่อด้วย
วันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 โรงพยาบาลชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี ได้รับการบริจาคดวงตาจากผู้เสียชีวิต หลังครอบครัวร่วมแสดงเจตนาให้นำดวงตาไปใช้ประโยชน์แก่ผู้ป่วยรายอื่น จากนั้น ทีมประสานงานการบริจาคอวัยวะของ โรงพยาบาลพระนารายณ์มหาราช เข้าช่วยให้คำปรึกษา ประสานการจัดเก็บ และนำส่งดวงตาไปยัง ศูนย์ดวงตาสภากาชาดไทย เป็นที่เรียบร้อยเรื่องนี้อาจดูเหมือนเป็นข่าวบริจาคดวงตาอีกหนึ่งครั้ง
แต่สิ่งที่อยู่เบื้องหลังคือระบบที่ต้องทำงานต่อกันตั้งแต่ ครอบครัว → โรงพยาบาลชุมชน → ทีมประสานงาน → ศูนย์ดวงตา → จักษุแพทย์ → ผู้ป่วยที่รอปลูกถ่าย และแต่ละช่วงมี “เวลา” เป็นเงื่อนไขสำคัญ
ทำไมทีมประสานงานต้องทำงานเร็ว?
สภากาชาดไทยระบุว่า หลังผู้บริจาคเสียชีวิต เนื้อเยื่อดวงตาจะเริ่มเสื่อมสภาพ ดังนั้น เมื่อครอบครัวประสงค์จะบริจาค ต้องแจ้งศูนย์ดวงตาหรือโรงพยาบาลเครือข่ายโดยเร็ว แนวทางปัจจุบันระบุว่า ควรจัดเก็บดวงตาให้แล้วเสร็จประมาณ ภายใน 6–8 ชั่วโมงหลังเสียชีวิต.
นี่ทำให้บทบาทของโรงพยาบาลใกล้บ้านมีความสำคัญมาก เพราะผู้บริจาคไม่ได้เสียชีวิตอยู่ในโรงพยาบาลใหญ่ทุกคน หากโรงพยาบาลชุมชนรู้ขั้นตอน มีผู้ประสานงาน และสามารถเชื่อมกับทีมที่มีความพร้อมได้รวดเร็ว โอกาสที่เจตนาของครอบครัวจะถูกส่งต่อไปถึงผู้รับก็เพิ่มขึ้น กรณีชัยบาดาลจึงเป็นตัวอย่างของการทำงานแบบ “เครือข่าย” มากกว่าการทำงานของโรงพยาบาลใดโรงพยาบาลหนึ่งเพียงลำพัง
บริจาค “ดวงตา” แต่ผู้ป่วยได้รับการ “ปลูกถ่ายกระจกตา”
มีคำหนึ่งที่ควรใช้ให้ถูกครับ ประชาชนทั่วไปเรียกกระบวนการนี้ว่า “บริจาคดวงตา” แต่สิ่งที่นำไปใช้รักษาผู้ป่วยเป็นหลักคือ กระจกตา หรือ Cornea ศูนย์ดวงตาสภากาชาดไทยอธิบายว่า กระจกตาจากผู้บริจาคจะถูกจัดสรรให้จักษุแพทย์ เพื่อนำไปผ่าตัดรักษาผู้ที่มีกระจกตาพิการ ขุ่น เสียหาย หรือมีโรคบางประเภท.
ดังนั้นถ้อยคำที่แม่นยำคือ “ผู้ป่วยรอรับการปลูกถ่ายกระจกตา” ไม่ใช่การนำ “ดวงตาทั้งลูก” ไปเปลี่ยนให้ผู้รับ ส่วนอื่นของดวงตาบางส่วน เช่น เยื่อตาขาว ก็สามารถนำไปใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ได้เช่นกัน.
ประเทศไทยยังมีคนรอมากกว่า 13,000 ราย
เหตุผลที่การบริจาคหนึ่งครั้งมีความหมายมากขึ้น เมื่อมองไปที่จำนวนคนที่กำลังรอ ข้อมูลที่กระทรวงสาธารณสุขและสภากาชาดไทยเปิดเผยเมื่อเดือนสิงหาคม 2569 ระบุว่า ประเทศไทยมีผู้ป่วยรอรับการปลูกถ่ายกระจกตา มากกว่า 13,000 ราย ขณะที่ในแต่ละปีสามารถทำการปลูกถ่ายกระจกตาได้ราว 2,000 ราย เท่านั้น.
ช่องว่างนี้สะท้อนว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีผ่าตัดเพียงอย่างเดียว แต่ยังอยู่ที่ จำนวนดวงตาบริจาคที่เพียงพอ และ ความสามารถของระบบในการจัดหา–จัดเก็บ–ส่งต่อ ด้วย
ลพบุรีมีเครือข่ายเรื่องนี้อยู่ก่อนแล้ว
กรณีวันที่ 4 พฤศจิกายนไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว เมื่อเดือนเมษายน 2568 ศูนย์ดวงตาสภากาชาดไทยเคยลงพื้นที่ โรงพยาบาลพระนารายณ์มหาราช เพื่อติดตามระบบจัดหาและบริการดวงตาของโรงพยาบาลเครือข่ายใน เขตสุขภาพที่ 4 เป้าหมายคือเพิ่มศักยภาพการจัดหาและจัดเก็บดวงตา ให้ผู้ป่วยมีโอกาสได้รับการปลูกถ่ายเร็วขึ้น.
มีการพัฒนาบุคลากรพยาบาลประสานงาน เพื่อให้สามารถ คัดกรองผู้บริจาค ให้ข้อมูลครอบครัว ประสานการบริจาค และดำเนินกระบวนการได้อย่างมีประสิทธิภาพ.
จึงอธิบายได้ว่าทำไมเมื่อโรงพยาบาลชัยบาดาลมีผู้บริจาค โรงพยาบาลพระนารายณ์มหาราชจึงสามารถเข้าไปเป็นทีมสนับสนุนให้กระบวนการเดินต่อได้
ลพบุรีเพิ่งมีการส่งต่อดวงตาอีกหลายครั้งในปีนี้
จากฐานข้อมูลสาธารณะของศูนย์ดวงตาสภากาชาดไทย พบการรายงานผู้บริจาคผ่านโรงพยาบาลพระนารายณ์มหาราชในปี 2569 หลายครั้ง รวมถึงวันที่ 21 มิถุนายน และ 4 ตุลาคม 2569.
อีกกรณีหนึ่งเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2569 โรงพยาบาลพระนารายณ์มหาราชได้รับการประสานจากครอบครัวผู้เสียชีวิต ก่อนทีมจัดเก็บดวงตาดำเนินการและส่งต่อไปยังศูนย์ดวงตาสภากาชาดไทยเช่นกัน.
จึงเริ่มเห็นภาพว่า จังหวัดลพบุรีไม่ได้มีเพียง “ผู้บริจาคเป็นครั้งคราว” แต่กำลังมีระบบเครือข่ายที่รับและส่งต่อการบริจาคได้จริง สิ่งที่น่าสนใจในครั้งล่าสุดคือ การทำงานขยายจากโรงพยาบาลจังหวัด ออกไปถึง โรงพยาบาลชัยบาดาล
แสดงความจำนงไว้แล้ว ทำไมต้องบอกครอบครัว?
สภากาชาดไทยแนะนำว่า ผู้ที่แสดงความจำนงบริจาคดวงตา ควรแจ้งสมาชิกในครอบครัวหรือญาติใกล้ชิดให้ทราบด้วย.
เหตุผลนั้นเห็นได้ชัดจากเหตุการณ์จริง เมื่อถึงเวลาที่ต้องดำเนินการหลังเสียชีวิต ครอบครัวคือคนที่อยู่หน้างาน และเป็นผู้ที่สามารถแจ้งโรงพยาบาลหรือศูนย์ดวงตาได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นการลงทะเบียนบริจาคไว้ แต่ไม่มีใครในบ้านรู้ อาจทำให้เจตนาที่แสดงไว้ไม่สามารถเข้าสู่กระบวนการได้ทันเวลา บทสนทนาในครอบครัวจึงเป็นส่วนหนึ่งของการบริจาค พอ ๆ กับการกรอกแบบฟอร์ม
ประกาศเจตนาได้ตั้งแต่ยังมีชีวิต
ผู้สนใจสามารถแสดงความจำนงบริจาคดวงตากับสภากาชาดไทยได้ล่วงหน้า ผ่านระบบ บริจาคดวงตา–อวัยวะ ของสภากาชาดไทย โดยศูนย์ดวงตาระบุว่า การแสดงความจำนงคือการแจ้งเจตนาไว้ตั้งแต่ยังมีชีวิตว่า หลังเสียชีวิตประสงค์ให้นำดวงตาไปใช้ประโยชน์แก่ผู้ป่วย.
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกดวงตาที่บริจาคจะสามารถนำไปปลูกถ่ายได้โดยอัตโนมัติ เนื้อเยื่อจะต้องผ่านการประเมินและตรวจคัดกรองตามมาตรฐานด้านความปลอดภัยของศูนย์ดวงตาก่อน.
“หนึ่งการให้” จะไปถึงผู้รับได้ ต้องมีทั้งคนและระบบ
กรณีโรงพยาบาลชัยบาดาลทำให้เห็นเรื่องหนึ่งชัดมาก การบริจาคไม่ได้เกิดขึ้นจาก ผู้บริจาค เพียงคนเดียว ยังมี ครอบครัวที่ตัดสินใจ บุคลากรโรงพยาบาลชัยบาดาล ทีมประสานโรงพยาบาลพระนารายณ์มหาราช ระบบขนส่ง ศูนย์ดวงตาสภากาชาดไทย และจักษุแพทย์ผู้ทำการรักษา ทำงานต่อกันเป็นทอด ๆ
ศูนย์ดวงตาสภากาชาดไทยมีหน้าที่รวบรวม ตรวจประเมิน และจัดสรรดวงตาที่ได้รับบริจาคให้แก่จักษุแพทย์ เพื่อนำไปใช้รักษาผู้ป่วยกระจกตาพิการอย่างเป็นระบบ.
ดังนั้นคำว่า “ส่งต่อทานบารมี” ในทางปฏิบัติ คือการทำให้เจตนาของผู้ให้สามารถเดินทางผ่านระบบทั้งหมด จนกลายเป็นการรักษาของใครอีกคนหนึ่งได้จริง
ติดต่อกรณีประสงค์บริจาคดวงตา
ศูนย์ดวงตาสภากาชาดไทย มีหมายเลขสำหรับแจ้งกรณีผู้บริจาคเสียชีวิตตลอด 24 ชั่วโมง ได้แก่
081-902-5938
081-836-4927
ผู้ที่เพียงต้องการแสดงความจำนงไว้ล่วงหน้า สามารถดำเนินการผ่านระบบของสภากาชาดไทยได้เช่นกัน
แหล่งข้อมูล: โรงพยาบาลพระนารายณ์มหาราช / สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดลพบุรี / ศูนย์ดวงตาสภากาชาดไทย / ศูนย์รับบริจาคอวัยวะสภากาชาดไทย
เรียบเรียง: LOPBURITODAY




