ถนนเส้นหนึ่งจากปี 2556 — กว่าทศวรรษต่อมา ศาลชั้นต้นสั่งจำคุกเจ้าหน้าที่ 7 ปี คดียังไม่ถึงที่สุด

ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 มีคำพิพากษาชั้นต้นเมื่อ 11 มิถุนายน 2569 ในคดีโครงการขยายถนน คสล. บ้านพุ่ม–แยกถนนลาดยางสายทุ่งช้าง หมู่ 1 ต.สระโบสถ์ ซึ่งเป็นโครงการตั้งแต่ปีงบประมาณ 2556 โดยพิพากษาจำคุกเจ้าหน้าที่รายหนึ่ง 7 ปี และปรับ หจก.รวมมิตร เอ็นเตอร์ไพรซ์ 100,000 บาท อย่างไรก็ตาม คดียังไม่ถึงที่สุด และจำเลยทั้งสองยังมีสิทธิอุทธรณ์
โครงการถนนหนึ่งเส้นใน ตำบลสระโบสถ์ จังหวัดลพบุรี เริ่มต้นตั้งแต่ปีงบประมาณ 2556 ชื่อโครงการคือ “โครงการขยายถนน คสล. จากบ้านพุ่ม ถึงแยกถนนลาดยางสายทุ่งช้าง หมู่ 1 ต.สระโบสถ์ อ.สระโบสถ์ จ.ลพบุรี” กว่าทศวรรษต่อมา เรื่องดังกล่าวเดินทางมาถึงคำพิพากษาของ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1
โดยเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำ อท 70/2568 และคดีหมายเลขแดง อท 65/2569 ซึ่งอัยการสูงสุดเป็นโจทก์ฟ้องจำเลย 2 ราย.
ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก 7 ปี
ข้อมูลที่สำนักงาน ป.ป.ช.เผยแพร่ และสำนักข่าวอิศรานำมารายงานเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 ระบุว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐ ถูกศาลชั้นต้นพิพากษาว่ามีความผิดตามกฎหมายหลายบท
โดยศาลใช้บทที่มีโทษหนักที่สุด ลงโทษฐานเป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ จำคุก 7 ปี.
ส่วนจำเลยที่ 2 คือ ห้างหุ้นส่วนจำกัด รวมมิตร เอ็นเตอร์ไพรซ์ ศาลพิพากษาลงโทษฐานสนับสนุนเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ ปรับ 100,000 บาท และยกข้อหาอื่นตามคำพิพากษาที่เผยแพร่.
แต่ต้องขีดเส้นใต้ — “คดียังไม่ถึงที่สุด”
นี่คือประโยคสำคัญที่สุดของข่าวนี้ คำพิพากษาที่เผยแพร่เป็นคำพิพากษาของศาลชั้นต้น สำนักข่าวอิศราระบุชัดว่า จำเลยทั้งสอง ยังมีสิทธิยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ ดังนั้นตามหลักกฎหมาย จำเลยยังต้องได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด.
LOPBURITODAY จึงจะไม่ใช้ถ้อยคำว่า “เป็นคนโกง” “โกงถนนแน่นอน” หรือคำอื่นในลักษณะที่ทำให้ผู้อ่านเข้าใจว่า คดีสิ้นสุดแล้ว ถ้อยคำที่แม่นยำคือ “ศาลชั้นต้นพิพากษา” และ “คดียังไม่ถึงที่สุด”
อัยการสูงสุดไม่อุทธรณ์ — แต่จำเลยยังอุทธรณ์ได้
อีกจุดหนึ่งที่อาจทำให้คนอ่านสับสนคือ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ครั้งที่ 091/2569 เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 เห็นชอบกรณีที่อัยการสูงสุดจะ ไม่อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น.
แต่เรื่องนี้ไม่ได้แปลว่า คดีถึงที่สุดแล้ว เพราะสิทธิอุทธรณ์ของจำเลยยังคงอยู่ จากการตรวจสอบข้อมูลสาธารณะที่พบจนถึงต้นเดือนพฤศจิกายน 2569 ยังไม่พบข้อมูลยืนยันอย่างชัดเจนว่า จำเลยได้ยื่นอุทธรณ์แล้วหรือไม่ ดังนั้นสถานะที่ปลอดภัยและถูกต้องที่สุดในเวลานี้คือ “คดียังไม่ถึงที่สุด และจำเลยยังมีสิทธิอุทธรณ์”
โครงการที่เป็นต้นเรื่องเกิดขึ้นตั้งแต่ปีงบประมาณ 2556
สิ่งที่น่าสนใจในมุมท้องถิ่นคือ เรื่องนี้ไม่ได้เกิดจากโครงการใหม่ แต่เป็นโครงการถนนที่ย้อนกลับไปถึง ปีงบประมาณ 2556 เมื่อเทียบกับคำพิพากษาศาลชั้นต้นเดือนมิถุนายน 2569 เรื่องดังกล่าวใช้เวลามากกว่าหนึ่งทศวรรษกว่าจะเดินทางมาถึงขั้นนี้ นั่นทำให้ข่าวนี้มีอีกมิติหนึ่งนอกเหนือจากคำว่า “จำคุก 7 ปี” คือ ระบบตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้างท้องถิ่นหนึ่งเรื่องใช้เวลานานเพียงใด ตั้งแต่โครงการเกิดขึ้น ไปจนถึงการชี้มูล ฟ้องคดี และมีคำพิพากษาชั้นต้น
ป.ป.ช.ชี้มูลมาก่อนในปี 2566
ก่อนคดีจะมาถึงศาล คณะกรรมการ ป.ป.ช. ครั้งที่ 125/2566 เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2566 มีมติชี้มูลความผิดกรณีโครงการขยายถนนดังกล่าว โดยระบุชื่อผู้ดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำบลสระโบสถ์ในขณะนั้นกับพวก ในข้อกล่าวหาเกี่ยวกับโครงการเดียวกัน.
อย่างไรก็ตาม คำพิพากษาที่เผยแพร่ในครั้งนี้มีจำเลย 2 ราย คือเจ้าหน้าที่รายหนึ่ง และ หจก.รวมมิตร เอ็นเตอร์ไพรซ์ จึงไม่ควรนำรายชื่อผู้ที่เคยถูก ป.ป.ช.ชี้มูลทั้งหมดในขั้นก่อนหน้า มาปะปนกับรายชื่อจำเลยในคำพิพากษาครั้งนี้โดยอัตโนมัติ เพราะ “ถูกชี้มูล” กับ “เป็นจำเลยในคดีที่ศาลมีคำพิพากษาครั้งนี้” เป็นคนละขั้นตอนทางกฎหมาย
ศาลวินิจฉัยตามกฎหมายอะไร?
ตามสรุปคำพิพากษาที่เผยแพร่ จำเลยที่ 1 ถูกวินิจฉัยว่ามีความผิดตามกฎหมายหลายบท รวมถึง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 เดิม บทบัญญัติเกี่ยวกับการสนับสนุนการกระทำผิด กฎหมาย ป.ป.ช. และกฎหมายว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ หรือที่มักเรียกกันว่า “กฎหมายฮั้ว”.
ศาลเห็นว่าการกระทำเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท จึงใช้บทที่มีโทษหนักที่สุดในการลงโทษ แต่สำหรับข่าวสาธารณะ สิ่งที่สำคัญกว่าการท่องเลขมาตราคือ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าเกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่และการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐ
แล้ว “ถนนเส้นนั้น” มีปัญหาอะไร?
นี่คือช่องว่างสำคัญของข่าวที่เผยแพร่ในปัจจุบัน สรุปคำพิพากษาที่ปรากฏต่อสาธารณะบอกว่าเป็นคดี “ทุจริตโครงการขยายถนน คสล.” และแจ้งฐานความผิด แต่ยังไม่ได้เปิดรายละเอียดในข่าวสาธารณะชุดนี้อย่างครบถ้วนว่า ขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้างส่วนใดที่ศาลเห็นว่ามีปัญหา ราคากลางเท่าไร งบประมาณโครงการทั้งหมดเท่าไร ความเสียหายที่รัฐถูกประเมินว่ามีจำนวนเท่าไร งานก่อสร้างจริงมีปัญหาด้านปริมาณหรือคุณภาพหรือไม่ หรือ พฤติการณ์ของจำเลยแต่ละรายที่ศาลรับฟังเป็นอย่างไร นี่คือข้อมูลสำคัญที่ควรตามจากคำพิพากษาฉบับเต็ม ไม่ควรเดาจากคำว่า “คดีทุจริตถนน” เพียงอย่างเดียว
ถนนยังอยู่ไหม — และสภาพวันนี้เป็นอย่างไร?
ถ้าจะทำข่าวนี้ให้เป็นข่าวของคนสระโบสถ์จริงๆ LOPBURITODAY อยากกลับไปดู ถนนจากบ้านพุ่มถึงแยกถนนลาดยางสายทุ่งช้าง ในปี 2569 เพราะนี่คือทรัพย์สินสาธารณะที่เป็นต้นเรื่องของคดี ควรตรวจสอบว่า ถนนยังอยู่ในแนวเดิมหรือไม่ ปัจจุบันมีสภาพอย่างไร ถูกปรับปรุงหรือสร้างใหม่แล้วหรือยัง มีประชาชนใช้เส้นทางวันละประมาณเท่าไร และเมื่อเวลาผ่านไปมากกว่าสิบปี คนในพื้นที่ยังจำโครงการเดิมได้หรือไม่ นี่จะเปลี่ยนข่าวจาก “อ่านคำพิพากษาในเอกสาร” ให้กลับมาเชื่อมกับ “ถนนจริงที่คนยังใช้ทุกวัน”
ทำไมคำพิพากษาเพิ่งเป็นข่าวเดือนพฤศจิกายน ทั้งที่ศาลตัดสินเดือนมิถุนายน?
ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 จากนั้นคณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติเรื่องการไม่อุทธรณ์ของอัยการสูงสุดเมื่อ 15 กันยายน 2569 และข้อมูลสรุปคำพิพากษาถูกนำมาเผยแพร่ต่อสาธารณะ จนสำนักข่าวอิศรารายงานเมื่อ 4 พฤศจิกายน 2569.
ดังนั้นวันที่ข่าวปรากฏ ไม่ใช่วันที่ศาลเพิ่งมีคำพิพากษา แต่เป็นวันที่ข้อมูลคำพิพากษาถูกนำมาเผยแพร่ต่อสาธารณะในวงกว้าง จุดนี้ควรระบุให้ชัด เพื่อไม่ทำให้คนเข้าใจผิดว่าเหตุเกิดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน
Timeline คดี
ปีงบประมาณ 2556
โครงการขยายถนน คสล. บ้านพุ่ม–แยกถนนลาดยางสายทุ่งช้าง
↓
28 พ.ย. 2566
คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติชี้มูลกรณีโครงการดังกล่าว
↓
ปี 2568
มีคดีหมายเลขดำ อท 70/2568 ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1
↓
11 มิ.ย. 2569
ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา
จำคุกจำเลยที่ 1 7 ปี
ปรับจำเลยที่ 2 100,000 บาท
↓
15 ก.ย. 2569
ป.ป.ช.เห็นชอบกรณีอัยการสูงสุดไม่อุทธรณ์
↓
4 พ.ย. 2569
สำนักข่าวอิศรารายงานคำพิพากษาต่อสาธารณะ
↓
สถานะล่าสุดที่ตรวจสอบได้
คดียังไม่ถึงที่สุด
จำเลยยังมีสิทธิอุทธรณ์
หมายเหตุสำคัญด้านกฎหมาย
คำพิพากษาที่กล่าวถึงในข่าวนี้เป็น คำพิพากษาศาลชั้นต้น คดียังไม่ถึงที่สุด จำเลยมีสิทธิอุทธรณ์ และยังได้รับการสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าคดีจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด
LOPBURITODAY จึงใช้ถ้อยคำตามสถานะคดี และหลีกเลี่ยงการระบุว่าบุคคลใดเป็น “ผู้ทุจริต” หรือ “คนโกง” เป็นข้อสรุปของกองบรรณาธิการ
แหล่งข้อมูล: สรุปผลคำพิพากษาที่สำนักงาน ป.ป.ช.เผยแพร่ / สำนักข่าวอิศรา
เรียบเรียง: LOPBURITODAY




