ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
วันจันทร์, 9 พฤศจิกายน 2026
🌤️
24°C ลพบุรี, ประเทศไทย
แจ่มใสเป็นส่วนใหญ่
ข่าวล่าสุด
9 พ.ย. 256900:12ข้าวโพดจบ แต่รายได้ไม่จบ — เกษตรกรลพบุรีเปลี่ยนพื้นที่ 20 ไร่ เป็นสวนดอกไม้รับฤดูท่องเที่ยว9 พ.ย. 256900:10“สุกี้ตี๋น้อย” กำลังมาลพบุรี? แผนบริษัทมีชื่อจังหวัดจริง ส่วนพิกัด–วันเปิดยังรอยืนยัน9 พ.ย. 256900:08ถนนเส้นหนึ่งจากปี 2556 — กว่าทศวรรษต่อมา ศาลชั้นต้นสั่งจำคุกเจ้าหน้าที่ 7 ปี คดียังไม่ถึงที่สุด8 พ.ย. 256900:0975 เมตรรอบพระปรางค์ — “ผ้าพระบฏ” คืออะไร ทำไมลพบุรีต้องวาดขึ้นใหม่ในงานทำบุญเมือง?8 พ.ย. 256900:07มันสำปะหลังราคาพุ่งเกือบ 80% — แล้วชาวไร่ลพบุรีขายได้กี่บาทต่อกิโล?8 พ.ย. 256900:04วันเดียว 2 พระอารามหลวงเมืองลพบุรี — กฐินพระราชทานยอดสมทบรวมกว่า 1.89 ล้านบาท7 พ.ย. 256920:26ลพบุรีสร้างขยะวันละ 692 ตัน — แต่มีของเก่าค้าง 2.56 แสนตัน มากกว่าขยะใหม่ทั้งปี แล้วมันไปอยู่ที่ไหน?7 พ.ย. 256920:25ฝนน้อย ผักเริ่มถูกลง — ตลาดเมืองลพบุรี “ขึ้นฉ่าย” ลด 20 บาท/กก. ผักบุ้งจีนลด 10 บาท7 พ.ย. 256920:23น้ำท่วม–คลื่นร้อน–ฝุ่น เมืองจะรับมืออย่างไร? ลพบุรีเปิดโจทย์ “City in Nature” แต่แผนจริงต้องไปไกลกว่างานสัมมนา6 พ.ย. 256922:18ป้ายหายจนต้อง “ติดแท็ก” — ทล.21 ลพบุรีใช้ Smart Tag แกะรอย ตามเจอของกลาง 24 ชุด
View All Breaking News ›
LOPBURI TODAYLOCAL NEWS

ข้าวโพดจบ แต่รายได้ไม่จบ — เกษตรกรลพบุรีเปลี่ยนพื้นที่ 20 ไร่ เป็นสวนดอกไม้รับฤดูท่องเที่ยว

9 พ.ย. 2569👁 อ่าน 9 ครั้ง
SHARE f LINE

หลังเก็บข้าวโพดเลี้ยงสัตว์กว่า 20 ไร่ “ไร่นวล–พยอม” บ้านหนองหอย อ.เมืองลพบุรี ไม่ปล่อยพื้นที่รอฤดูผลิตถัดไป แต่หันมาปลูกไม้ดอกที่ผู้จัดระบุว่าใช้น้ำน้อย ทั้งคลีโอเม่ คอสมอส บลูซัลเวีย และทานตะวันเม็กซิโก พร้อมใช้สปริงเกอร์ น้ำหยด และพลังงานแสงอาทิตย์ คาดทยอยบานถึงกลางเดือนมกราคม 2570 — โมเดลนี้กำลังเปลี่ยนพื้นที่พืชไร่ให้สร้างโอกาสรายได้จากการท่องเที่ยวเพิ่มอีกฤดูหนึ่ง

ข้าวโพดเก็บหมดแล้ว แต่พื้นที่กว่า 20 ไร่ ไม่ได้ถูกปล่อยให้ว่างรอฤดูปลูกครั้งต่อไป ที่ “ไร่นวล–พยอม” บ้านหนองหอย ตำบลนิคมสร้างตนเอง อำเภอเมืองลพบุรี คุณอมรรัตน์ ทองแผ่ เกษตรกรรุ่นใหม่ในกลุ่ม Young Smart Farmer นำพื้นที่ที่ใช้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ตามฤดูกาล มาปรับเป็นสวนไม้ดอกและพืชสวนหลังสิ้นสุดการเก็บเกี่ยว เป้าหมายคือสร้างกิจกรรมทางการเกษตรต่อเนื่อง พร้อมเปิดพื้นที่รับนักท่องเที่ยวในช่วงปลายฝนต้นหนาว.

ตรงนี้เองที่ทำให้เรื่องของไร่นวล–พยอมต่างจากข่าว “ทุ่งดอกไม้บาน” ทั่วไป เพราะพื้นที่ผืนเดียว กำลังถูกใช้สร้างมูลค่าใน มากกว่าหนึ่งช่วงของปี

จากข้าวโพด → สวนดอกไม้

อาชีพหลักของพื้นที่ยังเป็นการปลูก ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ แต่หลังเก็บเกี่ยวแล้ว เจ้าของไร่เลือกปลูกพืชที่ต้นทางระบุว่าใช้น้ำน้อย เพื่อเป็นรายได้เสริมและสร้างแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรในช่วงฤดูหนาว.

ดอกไม้ในรอบนี้มีทั้ง เสี้ยนฝรั่ง หรือคลีโอเม่ (Cleome) สีชมพู ขาว และม่วง คอสมอส หรือดาวกระจาย บลูซัลเวีย และ ทานตะวันเม็กซิโก โดยมีการวางแปลงให้ดอกไม้ทยอยออกดอก เพื่อยืดช่วงเวลาที่นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมได้ รายงานล่าสุดคาดว่าจะมีดอกไม้บานต่อเนื่องถึงประมาณ กลางเดือนมกราคม 2570.

จุดสำคัญไม่ใช่แค่ “ปลูกอะไร” แต่ปลูกให้ตรงกับช่วงที่คนมาเที่ยว

ในเชิงเกษตร ดอกไม้เป็นผลผลิต แต่ในเชิงท่องเที่ยว “ช่วงเวลาที่ดอกบาน” คือสินค้าอีกประเภทหนึ่ง ถ้าดอกบานเร็วเกินไป ช่วงนักท่องเที่ยวมาถึงอาจโรยแล้ว ถ้าบานพร้อมกันทั้งแปลง ช่วงขายประสบการณ์ก็อาจสั้น การวางแผนให้ไม้ดอกหลายชนิดทยอยบานจึงช่วยยืดฤดูกาลท่องเที่ยวออกไป

จากช่วงปลายฝน ผ่านฤดูหนาว ไปถึงหลังปีใหม่ นี่คือการเปลี่ยนโจทย์จาก “จะปลูกอะไรให้ได้ผลผลิต?” เป็น “จะปลูกอะไรให้มีคนเข้ามาใช้พื้นที่ต่อเนื่อง?”

น้ำก็ต้องบริหารต่างจากข้าวโพด

ข้อมูลจากพื้นที่ระบุว่า ไร่ใช้ระบบน้ำหลายรูปแบบ ช่วงแรกใช้ สปริงเกอร์ จากนั้นเมื่อดอกไม้เริ่มออกดอก จะเปลี่ยนบางส่วนไปใช้ ระบบน้ำหยด เพื่อลดการกระทบกลีบดอกจากน้ำโดยตรง ขณะที่ระบบสูบน้ำมีการนำ พลังงานแสงอาทิตย์ มาใช้ประกอบด้วย.

นี่เป็นรายละเอียดที่น่าสนใจมากกว่าคำว่า “สวนดอกไม้” เพราะต้นทุนสำคัญของการปลูกพืชนอกฤดูหลักคือ น้ำ และ พลังงานในการส่งน้ำ ถ้าสามารถบริหารสองส่วนนี้ได้ดี ความเป็นไปได้ในการใช้พื้นที่หลังเก็บเกี่ยวก็เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ข่าวต้นทางยังไม่ได้เปิดเผยว่า ระบบโซลาร์มีขนาดเท่าไร ลงทุนไปเท่าไร ช่วยลดค่าไฟหรือค่าน้ำได้กี่บาท และไม้ดอกแต่ละชนิดใช้น้ำจริงมากน้อยเพียงใด จึงยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าโมเดลนี้มีต้นทุนต่ำกว่าเกษตรทางเลือกประเภทอื่น

นักท่องเที่ยวไม่ได้สร้างรายได้แค่ “ค่าเข้าทุ่ง”

นี่เป็นมุมที่ผมว่าน่าสนใจที่สุด ต้นทางระบุว่า พื้นที่ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงสวนไม้ดอก แต่ยังเชื่อมกับ กาแฟ สินค้าเกษตร และ ผลิตภัณฑ์ของชุมชน โดยมีนักปั่นจักรยานและนักท่องเที่ยวแวะเข้ามาพักและถ่ายภาพด้วย.

นั่นทำให้รายได้จากพื้นที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรอาจเกิดได้หลายทาง ไม่ใช่เพียงเงินจากการเข้าชมสวน แต่อาจต่อไปถึงการขาย ผลไม้ อาหาร เครื่องดื่ม ผลผลิตทางการเกษตร และสินค้าจากคนในพื้นที่ ตรงนี้คือสิ่งที่ทำให้โมเดลนี้น่าจับตา เพราะการท่องเที่ยวไม่ได้สร้างมูลค่าให้ “ดอกไม้” อย่างเดียว แต่มีโอกาสเพิ่มลูกค้าให้ผลผลิตชนิดอื่นที่มีอยู่แล้วในชุมชนด้วย

ในสวนไม่ได้มีแค่ดอกไม้

รายงานล่าสุดระบุว่า ภายในไร่ยังมีไม้ผลหลายชนิดตามฤดูกาล เช่น น้อยหน่า มะม่วง กล้วยน้ำว้า และลำไย ทำให้พื้นที่มีผลผลิตและกิจกรรมให้ชมมากกว่าช่วงดอกไม้บานเพียงไม่กี่เดือน.

ถ้าจัดการต่อเนื่องได้ สวนลักษณะนี้จึงมีโอกาสเปลี่ยนจาก “จุดถ่ายรูปฤดูหนาว” ไปสู่ “พื้นที่เกษตรที่มีคนเดินทางเข้ามาตลอดปี” แต่จะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ ต้องดูทั้งจำนวนผู้มาเที่ยวในช่วงนอกฤดูดอกไม้ และรายได้จากผลผลิตส่วนอื่นของสวนด้วย

โมเดลนี้น่าสนใจ แต่ยังขาดตัวเลขสำคัญที่สุด — “ได้เงินเพิ่มเท่าไร?”

ข่าวต้นทางใช้คำว่า “สร้างรายได้เสริม” แต่ยังไม่มีตัวเลขว่า ก่อนปรับพื้นที่ หลังเก็บข้าวโพดแล้วเกษตรกรมีรายได้จากพื้นที่อีกเท่าไร การปลูกดอกไม้ 20 ไร่มีต้นทุนรวมเท่าไร ค่าเมล็ดพันธุ์ ค่าเตรียมแปลง ค่าระบบน้ำ ค่าแรง ค่าดูแล และค่าจัดพื้นที่รับนักท่องเที่ยวอยู่ที่เท่าไร รวมถึงยังไม่มีข้อมูลว่า นักท่องเที่ยวเฉลี่ยวันละกี่คน ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนเท่าไร และ รายได้ไปถึงร้านค้าหรือเกษตรกรรอบข้างมากน้อยเพียงใด ตัวเลขเหล่านี้คือสิ่งที่จะตอบได้จริงว่า โมเดล “ข้าวโพด → ดอกไม้ → ท่องเที่ยว” คุ้มค่าในทางเศรษฐกิจหรือไม่

ดอกไม้สวย แต่ต้องมีทางเดิน — ไม่ใช่ทางลัดกลางแปลง

อีกเรื่องที่เจ้าของสวนขอความร่วมมืออย่างชัดเจนคือ นักท่องเที่ยวไม่ควร เด็ดดอกไม้ หรือ เดินลุยเข้าไปในแปลง เพราะนอกจากทำให้ดอกไม้เสียหายแล้ว ยังอาจกระทบระบบท่อน้ำที่วางอยู่ในพื้นที่ สวนจึงจัดทำทางเดินและจุดถ่ายภาพไว้ให้แล้ว.

เรื่องนี้ดูเล็ก แต่จริง ๆ เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจของเจ้าของพื้นที่โดยตรง เพราะดอกไม้ที่ถูกเหยียบหรือเด็ดไม่ใช่เพียง “พร็อพถ่ายรูปเสียหาย” แต่คือผลผลิตที่เกษตรกรลงทุนลงแรงและต้องใช้สร้างรายได้ตลอดฤดูกาล

ถ้าจะไปเที่ยว ตอนนี้รู้อะไรบ้าง?

รายงานวันที่ 6 พฤศจิกายนระบุว่า นักท่องเที่ยวสามารถค้นหาใน Google Maps ด้วยคำว่า “ไร่นวล–พยอม” จังหวัดลพบุรี และคาดว่าดอกไม้จะทยอยเปิดรับนักท่องเที่ยวไปถึงประมาณ กลางเดือนมกราคม 2570.

แต่ข้อมูลสาธารณะที่ตรวจสอบได้ขณะนี้ยังไม่ได้ระบุอย่างชัดเจนถึง เวลาเปิด–ปิด ค่าเข้าชมล่าสุด วันที่ดอกไม้แต่ละแปลงบานเต็มที่ และ เงื่อนไขเข้าชมในแต่ละวัน จึงควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากสวนก่อนเดินทาง โดยเฉพาะหากตั้งใจไปเพื่อถ่ายดอกไม้ชนิดใดเป็นพิเศษ เพราะดอกไม้เป็นสิ่งมีชีวิต “บานถึงกลางมกราคม” ไม่ได้หมายความว่าทุกแปลงจะบานเต็มพร้อมกันตลอดสองเดือน

จากพื้นที่เกษตร สู่ “พื้นที่ประสบการณ์”

สิ่งที่เกษตรกรขายในโมเดลนี้ไม่ได้มีเพียงผลผลิตจับต้องได้ ข้าวโพดขายด้วยน้ำหนัก ผลไม้ขายเป็นกิโลกรัม แต่สวนดอกไม้กำลังเพิ่มสินค้าอีกแบบเข้าไป คือ ประสบการณ์ วิวภูเขา อากาศช่วงปลายปี เส้นทางจักรยาน มุมถ่ายภาพ กาแฟ และการได้เดินอยู่กลางพื้นที่เกษตร นี่คือสิ่งที่ทำให้พื้นที่เดิมมีมูลค่ามากกว่าการรอพืชรอบใหม่เพียงอย่างเดียว

แต่ถ้าอยากให้เกษตรกรอื่นทำตาม ต้องมี “บัญชีต้นทุน”

กรณีนี้มีคุณค่าในฐานะตัวอย่าง แต่ยังเร็วเกินไปที่จะบอกว่า เกษตรกรที่มีพื้นที่หลังเก็บข้าวโพด 20 ไร่ควรทำแบบเดียวกันทั้งหมด เพราะเงื่อนไขแต่ละแห่งต่างกัน ทั้ง ทำเล วิว แหล่งน้ำ การเข้าถึงถนน ระยะห่างจากเมือง ฐานนักท่องเที่ยว ต้นทุนแรงงาน และความสามารถในการประชาสัมพันธ์ ไร่นวล–พยอมมีข้อได้เปรียบเรื่องภูมิทัศน์ และอยู่ในพื้นที่ท่องเที่ยวเกษตรของลพบุรีอยู่แล้ว ดังนั้นสิ่งที่ควรถอดเป็นบทเรียน ไม่ใช่คำว่า “ปลูกดอกไม้แล้วคนจะมา” แต่คือ “จะออกแบบพื้นที่เกษตรอย่างไรให้มีรายได้หลายทางโดยใช้ทรัพยากรเดิมให้คุ้มขึ้น”

แหล่งข้อมูล: ข่าวความมั่นคงออนไลน์ / สำนักงานเกษตรจังหวัดลพบุรีตามข้อมูลที่รายงานในพื้นที่
เรียบเรียง: LOPBURITODAY