มันสำปะหลังราคาพุ่งเกือบ 80% — แล้วชาวไร่ลพบุรีขายได้กี่บาทต่อกิโล?

ข้อมูลสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรระบุ ราคาหัวมันสำปะหลังสดคละที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ยระดับประเทศเดือนตุลาคม 2569 อยู่ที่ 3.23 บาท/กก. เพิ่ม 77.47% จากปีก่อน ขณะที่รัฐบาลเผยราคามันสำปะหลังอีกชุดเพิ่มกว่า 80% แต่ตัวเลขเหล่านี้ยังไม่ใช่ “ราคาหน้าลานลพบุรี” — สิ่งที่ต้องเช็กต่อคือ วันนี้เกษตรกรจังหวัดเราขายได้เท่าไร ถูกหักตามเปอร์เซ็นต์แป้งอย่างไร และหลังหักค่าขุด–ค่าขนแล้วเงินเหลือจริงแค่ไหน
“มันขึ้นเกือบ 80%” เป็นตัวเลขที่สะดุดตาเกษตรกรทันที วันที่ 7 พฤศจิกายน 2569 รัฐบาลเปิดเผยสถานการณ์ราคาสินค้าเกษตร โดยระบุว่าราคามันสำปะหลังเดือนตุลาคมอยู่ที่ 3.85 บาทต่อกิโลกรัม เทียบกับ 2.13 บาท ในช่วงเดียวกันของปีก่อน เพิ่มขึ้น 80.75%.
แต่เมื่อลงไปดูฐานข้อมูลราคาที่เกษตรกรขายได้ ณ ไร่นา ของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ผ่านศูนย์ข้อมูลเกษตรแห่งชาติ ตัวเลขของ มันสำปะหลังสดคละ เดือนตุลาคม 2569 อยู่ที่ 3.23 บาท/กก. เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 77.47%.
ตัวเลขต่างกัน แต่ไม่ได้แปลว่าชุดใดชุดหนึ่งผิด เพราะเป็นข้อมูลราคาคนละฐานและคนละประเภทการสำรวจ สิ่งที่สำคัญกว่าสำหรับคนปลูกมันในลพบุรีคือ วันนี้รถบรรทุกของเขาเข้าไปถึงลาน แล้วชั่งออกมาได้กิโลละเท่าไรจริง
3.23 บาท คือ “ราคาเฉลี่ยประเทศ” ไม่ใช่ราคาลานมันลพบุรี
นี่คือจุดที่ต้องแยกให้ชัดที่สุด ข้อมูล 3.23 บาท/กก. เป็นราคาเฉลี่ยที่เกษตรกรขายได้ ณ ไร่นา ระดับประเทศของหัวมันสดคละ.
ส่วนข้อมูลรายวันที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรเผยแพร่ ณ วันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 พบว่า หัวมันสดคละที่จุดรับซื้อใน กาญจนบุรี อยู่ที่ 3.00 บาท/กก. ขณะที่หัวมันสด แป้ง 25% ที่จุดรับซื้อใน นครราชสีมา อยู่ที่ 3.90 บาท/กก..
สองตัวเลขนี้เองก็แตกต่างกันถึง 90 สตางค์ต่อกิโลกรัม เพราะชนิดสินค้า คุณภาพ และจุดรับซื้อแตกต่างกัน ดังนั้น LOPBURITODAY จะไม่เขียนว่า “ลพบุรีขายมันได้ 3.90 บาท” เพราะยังไม่มีข้อมูลยืนยันราคาหน้าลานในจังหวัดลพบุรีสำหรับวันเดียวกัน
รถหนึ่งคัน ต่างกัน 50 สตางค์ ก็เป็นเงินหลายพันบาท
ลองคิดแบบง่าย ๆ หากเกษตรกรนำมันไปขาย 10 ตัน หรือ 10,000 กิโลกรัม ถ้าราคาอยู่ที่ 3.00 บาท/กก. ได้เงินขั้นต้น 30,000 บาท แต่ถ้าได้ 3.50 บาท/กก. เป็น 35,000 บาท ต่างกัน 5,000 บาทต่อรถ 10 ตัน และถ้าได้ 3.90 บาท ยอดขั้นต้นจะเป็น 39,000 บาท ดังนั้นคำถามว่า “ลานไหนให้กี่บาท?”
ไม่ใช่เรื่องของเศษสตางค์ แต่มีผลต่อรายได้ของเกษตรกรเป็นหลักพันถึงหลักหมื่นบาทในแต่ละเที่ยวทั้งนี้ตัวอย่างดังกล่าวเป็นเพียงการคำนวณจากน้ำหนักและราคา ยังไม่รวมต้นทุนหรือการปรับราคาตามคุณภาพผลผลิต
“ราคาขึ้น 77%” ก็ไม่ได้แปลว่า “กำไรเพิ่ม 77%”
นี่เป็นอีกจุดที่ต้องระวัง ราคาขายเพิ่มขึ้นจากปีก่อนอย่างมาก ไม่ได้แปลว่า รายได้สุทธิหรือกำไรของเกษตรกรเพิ่มในสัดส่วนเดียวกัน เพราะเกษตรกรยังมีต้นทุนตั้งแต่ ท่อนพันธุ์ เตรียมดิน ปุ๋ย สารป้องกันศัตรูพืช แรงงาน ค่าขุด ค่าขึ้นรถ และค่าขนส่งไปยังจุดรับซื้อ รวมถึงผลผลิตต่อไร่ของแต่ละแปลงไม่เท่ากัน ดังนั้นถ้าจะตอบว่า ปีนี้ชาวไร่ “ดีขึ้นจริงแค่ไหน” ต้องดูอย่างน้อย 3 ตัวเลขพร้อมกัน ราคา / ผลผลิตต่อไร่ / ต้นทุนต่อไร่
ทำไมราคาเฉลี่ยปีนี้สูงกว่าปีก่อนมาก?
ฝั่งปริมาณผลผลิตมีบริบทที่น่าสนใจ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรคาดการณ์มันสำปะหลังปี 2569 ว่าจะมีพื้นที่เก็บเกี่ยวประมาณ 8.12 ล้านไร่ ลดลง 5.97% จากปีก่อน และผลผลิตรวมประมาณ 25.56 ล้านตัน ลดลงประมาณ 5.25% ขณะที่ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 3,148 กิโลกรัมต่อไร่.
ปริมาณผลผลิตที่ลดลงเป็นหนึ่งในบริบทด้านอุปทานที่ควรนำมาพิจารณาร่วมกับความต้องการซื้อและภาวะตลาด แต่ยังไม่ควรสรุปจากข้อมูลชุดเดียวว่า “ราคาขึ้นเพราะผลผลิตลด” เพียงสาเหตุเดียว
สำหรับลพบุรี เรื่องนี้ไม่ใช่ข่าวไกลตัว
แดชบอร์ดพืชเศรษฐกิจของสำนักงานเกษตรจังหวัดลพบุรี ปี 2569/70 ระบุว่า ในบรรดาพืชเศรษฐกิจหลัก 4 ชนิดของจังหวัด มันสำปะหลังมีสัดส่วนพื้นที่ปลูกประมาณ 14.2% รองจากข้าวนาปี อ้อยโรงงาน และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์.
ข้อมูลย้อนหลังของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรยังระบุว่า ในปี 2567 ลพบุรีมีพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังประมาณ 304,191 ไร่ พื้นที่เก็บเกี่ยว 280,743 ไร่ และผลผลิตประมาณ 865,357 ตัน.
ตัวเลขเหล่านี้ทำให้เห็นว่า ความเคลื่อนไหวของราคามันสำปะหลังระดับประเทศสามารถกระทบรายได้ของภาคเกษตรลพบุรีได้โดยตรง
แต่คำถามที่สำคัญที่สุดยังไม่มีในข้อมูลส่วนกลาง
ข้อมูลส่วนกลางบอกเราได้ว่า ราคาเฉลี่ยทั้งประเทศสูงขึ้นมาก และจุดรับซื้อสำคัญบางแห่งอยู่ที่ 3.00–3.90 บาทต่อกิโลกรัม แต่ยังไม่ตอบว่า “วันนี้ ลพบุรีขายกันเท่าไร?” และควรถามละเอียดกว่าตัวเลขเดียว เช่น หัวมันคละ รับกิโลละเท่าไร แป้ง 25% ได้เท่าไร เปอร์เซ็นต์แป้งต่ำลงหนึ่งจุด ราคาถูกหักกี่สตางค์ มีค่าหักดินหรือสิ่งเจือปนหรือไม่ ลานรับซื้อเต็มหรือปิดรับบางช่วงหรือไม่ และ ราคาเงินสดกับเงื่อนไขอื่นต่างกันหรือไม่ เพราะตัวเลขเหล่านี้คือราคาที่เกษตรกรเห็นอยู่บนใบชั่งจริง
เราอยากฟังราคาจาก “คนขาย” ด้วย
ข่าวเรื่องสินค้าเกษตรมักมีตัวเลขจากส่วนกลาง แต่สิ่งที่ขาดคือข้อมูลจากตลาดจริงในแต่ละอำเภอ LOPBURITODAY จึงอยากเปิดพื้นที่ให้เกษตรกรช่วยกันรายงาน ถ้าวันนี้คุณขายมันสำปะหลังในลพบุรี บอกเราได้ว่า
📍 ขายที่อำเภอไหน / ลานไหน
💰 ได้กิโลละเท่าไร
🌱 เปอร์เซ็นต์แป้งเท่าไร
🚛 มีค่าหักอะไรบ้าง
📅 ขายวันที่เท่าไร
ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้เห็นว่า ราคาเฉลี่ยระดับประเทศ กับ ราคาที่ชาวไร่ลพบุรีได้รับจริง ห่างกันมากน้อยเพียงใด
ทำไมเราต้องแยก “หัวมันคละ” กับ “แป้ง 25%”
ข้อมูลประจำวันที่ 6 พฤศจิกายนเป็นตัวอย่างชัดเจน หัวมันสดคละที่จุดหนึ่งราคา 3.00 บาท/กก. ขณะที่หัวมันสดที่ระบุคุณภาพ แป้ง 25% อีกจุดอยู่ที่ 3.90 บาท/กก..
จึงไม่ควรนำตัวเลขจากคนละชนิดมาวางเปรียบเทียบแล้วสรุปง่าย ๆ ว่า ลานหนึ่ง “ให้ถูก” อีกลานหนึ่ง “ให้แพง” จนกว่าจะรู้ว่าใช้มาตรฐานสินค้าเดียวกันหรือไม่ โดยเฉพาะมันสำปะหลังที่คุณภาพเชื้อแป้งมีผลต่อมูลค่าผลผลิต
รัฐบาลพูด “80.75%” แต่ สศก.บอก “77.47%” ทำไมไม่เท่ากัน?
วันที่ 7 พฤศจิกายน รัฐบาลระบุราคามันสำปะหลังเดือนตุลาคมที่ 3.85 บาท/กก. จาก 2.13 บาท เพิ่ม 80.75%.
ขณะที่ฐานข้อมูล OAE DeePrice ของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรระบุ หัวมันสำปะหลังสดคละ ณ ไร่นาเฉลี่ยประเทศ 3.23 บาท/กก. เพิ่ม 77.47% จากปีก่อน.
ความแตกต่างนี้เป็นเหตุผลอีกข้อว่า เวลารายงานคำว่า “ราคามันสำปะหลัง” ต้องบอกให้ชัดว่า เป็นราคาอะไร เก็บจากไหน เฉลี่ยช่วงไหน และคุณภาพแบบใด ไม่เช่นนั้น ตัวเลขที่ดูเหมือนพูดเรื่องเดียวกันอาจทำให้เกษตรกรเข้าใจผิดได้
แหล่งข้อมูล: สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร / ศูนย์ข้อมูลเกษตรแห่งชาติ / รัฐบาลไทย / สำนักงานเกษตรจังหวัดลพบุรี
เรียบเรียง: LOPBURITODAY




